เมื่อลูกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเฮอร์แปงไจน่าหรือมือเท้าปาก คำถามที่พ่อแม่มักอยากรู้ต่อคือ “อีกกี่วันจะหาย?”
โดยทั่วไป โรคมือเท้าปากมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 7–10 วัน ส่วนเฮอร์แปงไจน่าส่วนใหญ่มักดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 10 วัน แม้แผลในปากอาจยังเจ็บต่อเนื่องในช่วงหนึ่งของโรค
ช่วงที่ต้องดูแลมากเป็นพิเศษคือเวลาที่ลูกเจ็บปากจนกินหรือดื่มได้น้อย เพราะ สิ่งที่สำคัญกว่าการนับจำนวนวัน คือการดูว่าลูกยังได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่
เฮอร์แปงไจน่าและมือเท้าปาก กี่วันจึงจะดีขึ้น?
เด็กส่วนใหญ่ที่เป็นทั้งสองโรคมีอาการไม่รุนแรงและค่อย ๆ หายได้เอง
เฮอร์แปงไจน่า แผลในปากและลำคอมักค่อย ๆ หายภายในประมาณ 1–7 วัน และอาการโดยรวมมักดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 10 วัน
มือเท้าปาก โดยทั่วไปมีอาการประมาณ 7–10 วัน และส่วนใหญ่หายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
อย่างไรก็ตาม เด็กแต่ละคนอาจฟื้นตัวไม่เท่ากัน ไข้หรืออาการโดยรวมอาจดีขึ้นก่อนที่แผลในปากจะหายสนิท จึงไม่จำเป็นต้องกังวลหากลูกยังเจ็บปากหรือกินได้น้อยลงเล็กน้อยในช่วงที่อาการโดยรวมกำลังดีขึ้น
ลูกไม่ยอมกินข้าว เพราะเจ็บปาก ต้องทำอย่างไร?
ช่วงที่แผลในปากเจ็บ เด็กอาจกินอาหารได้น้อยลงชั่วคราว เพราะการเคี้ยวหรือกลืนทำให้เจ็บ
สิ่งสำคัญคือแยกให้ออกระหว่าง
“กินอาหารได้น้อยลง” กับ “ดื่มได้น้อยลง”
การกินอาหารลดลงในช่วงสั้น ๆ อาจพบได้ แต่หากลูกเจ็บจนไม่ยอมดื่มด้วย อาจเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
ดังนั้นในช่วงที่ลูกเจ็บปาก ให้ความสำคัญกับ การได้รับน้ำอย่างเพียงพอ เป็นอันดับแรก และไม่จำเป็นต้องบังคับให้ลูกกินอาหารมื้อใหญ่
ลูกเจ็บปาก ควรให้กินอะไร?
เลือกอาหารและเครื่องดื่มที่ กลืนง่าย ไม่ร้อน และไม่ระคายเคืองแผล เช่น
- น้ำหรือเครื่องดื่มเย็นที่เหมาะกับวัย
- นมที่เด็กดื่มเป็นประจำ
- โจ๊กหรือข้าวต้มที่อุ่นพอดี
- อาหารเนื้อนุ่ม
- โยเกิร์ตหรืออาหารที่กลืนง่ายตามวัย
อาหารและเครื่องดื่มเย็นอาจช่วยให้เด็กสบายปากขึ้น ขณะที่อาหารร้อน เผ็ด เค็ม หรือมีความเป็นกรด เช่น น้ำผลไม้บางชนิด อาจทำให้แผลระคายเคืองมากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงในช่วงที่ยังเจ็บปาก
ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าลูกต้องกินเมนูใดโดยเฉพาะ ให้เลือกจากอาหารที่เหมาะกับวัยและเด็กยอมรับได้
ต้องบังคับให้ลูกกินไหม?
ลองเปลี่ยนเป็นอาหารปริมาณน้อยแต่ให้บ่อยขึ้น เลือกอาหารที่กลืนง่าย และให้เด็กเลือกจากตัวเลือกที่เหมาะสม
หากลูกกินอาหารได้น้อยลงชั่วคราว แต่ยังดื่มน้ำหรือนมได้ ปัสสาวะใกล้เคียงปกติ และยังรู้สึกตัวดี สามารถติดตามอาการต่อได้
แต่หากจาก “ไม่อยากกิน” กลายเป็น “ไม่ยอมดื่ม” ควรให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำได้
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกดื่มน้ำเพียงพอ?
ไม่จำเป็นต้องวัดปริมาณน้ำทุกแก้ว ให้สังเกตจากพฤติกรรมและอาการของลูก เช่น
- ยังยอมจิบน้ำหรือนมเป็นระยะ
- ยังมีปัสสาวะใกล้เคียงปกติ
- ปากไม่แห้งมาก
- เวลาร้องยังมีน้ำตา
- ยังรู้สึกตัวดีและตอบสนองตามปกติ
- ไม่อ่อนเพลียหรือซึมลงเรื่อย ๆ
หากลูกปัสสาวะน้อยลงมาก ปากแห้ง ไม่มีน้ำตาเวลาร้อง หรือดูอ่อนเพลียมากขึ้น อาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมิน
ถ้าลูกเจ็บมาก ใช้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดได้ไหม?
การลดไข้และบรรเทาอาการปวดอาจช่วยให้เด็กสบายขึ้น และช่วยให้ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้ง่ายขึ้น
ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดบางชนิดสามารถใช้ในเด็กได้ แต่ควรเลือกชนิดและขนาดยาให้เหมาะกับอายุ น้ำหนัก และภาวะสุขภาพ โดยใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือฉลากยาสำหรับเด็ก
ไม่ควรนำยาของผู้ใหญ่มาปรับขนาดให้เด็กเอง และไม่ควรใช้ยาทาหรือยาพ่นในช่องปากกับเด็กโดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าผลิตภัณฑ์นั้นเหมาะสมกับอายุหรือไม่
สำหรับเฮอร์แปงไจน่าและมือเท้าปากซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่ได้รักษาเชื้อไวรัสโดยตรง การดูแลจึงเน้นการบรรเทาอาการและป้องกันภาวะขาดน้ำ
ไข้หายแล้ว แต่ลูกยังเจ็บปาก ถือว่าปกติไหม?
อาจพบได้
ไข้และอาการโดยรวมอาจดีขึ้นก่อนที่แผลในปากจะหายสนิท ดังนั้นการที่ลูกยังเจ็บปากหรือกินอาหารได้ไม่เท่าเดิมในช่วงหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าโรคกำลังรุนแรงขึ้นเสมอไป
ให้ดูแนวโน้มของอาการเป็นหลัก เช่น
วันนี้ดื่มได้มากกว่าเมื่อวานหรือไม่?
ปัสสาวะยังใกล้เคียงปกติหรือไม่?
เริ่มกลับมาสดใสและอยากเล่นมากขึ้นหรือไม่?
ความเจ็บปากค่อย ๆ ลดลงหรือไม่?
หากภาพรวมค่อย ๆ ดีขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี
ทำไมเด็กแต่ละคนหายไม่พร้อมกัน?
แม้จะเป็นโรคเดียวกัน แต่จำนวนและตำแหน่งของแผล รวมถึงระดับความเจ็บปวดของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกัน
เด็กที่มีแผลหลายตำแหน่งหรือแผลอยู่ในบริเวณที่ทำให้กลืนลำบาก อาจกินและดื่มได้ยากกว่าเด็กที่มีแผลเพียงเล็กน้อย
จึงไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบว่า “ทำไมลูกคนอื่นหายเร็วกว่า”
สิ่งสำคัญกว่าคือ แนวโน้มของลูกเองกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง
อาการแบบไหนไม่ควรรอให้หายเอง?
แม้โรคส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ไม่ควรรอจนถึงวันที่เด็กดื่มไม่ได้หรือมีภาวะขาดน้ำแล้วจึงค่อยพบแพทย์
ควรพาลูกพบกุมารแพทย์หาก
- เจ็บปากจนแทบไม่ยอมดื่ม
- ดื่มได้น้อยลงอย่างชัดเจน
- ปัสสาวะลดลงมาก
- ปากแห้งหรือร้องไห้แล้วมีน้ำตาน้อย
- อ่อนเพลียหรือซึมลง
- ไข้หรืออาการโดยรวมไม่ดีขึ้น
- มีอาการใหม่เพิ่มขึ้น
- พ่อแม่รู้สึกว่าอาการของลูกแย่ลงหรือแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก ชัก ปลุกตื่นยาก หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว
ถ้าพาลูกมาพบกุมารแพทย์ หมอจะช่วยดูอะไร?
เป้าหมายของการพบแพทย์ไม่ได้มีเพียงการดูว่า “โรคหายหรือยัง” แต่คือการประเมินว่าเด็กกำลังฟื้นตัวได้ดีหรือมีปัญหาที่ต้องดูแลเพิ่มเติมหรือไม่
กุมารแพทย์จะพิจารณาจากอาการโดยรวม การดื่มน้ำ ปริมาณปัสสาวะ ความรู้สึกตัว ลักษณะแผลในปาก ไข้ และอาการร่วม รวมถึงประเมินภาวะขาดน้ำหากมีข้อสงสัย
เด็กบางรายสามารถกลับไปดูแลต่อที่บ้านได้ โดยปรับการดูแลและติดตามอาการอย่างเหมาะสม ขณะที่เด็กที่ดื่มไม่ได้หรือมีสัญญาณผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาการดูแลเพิ่มเติมตามความจำเป็น
ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง
“โรคนี้หายเองไหม?”
แต่คือ
“ตอนนี้ลูกยังดื่มน้ำได้เพียงพอและกำลังดีขึ้นหรือไม่?”
สรุป เฮอร์แปงไจน่าและมือเท้าปาก ดูแลลูกอย่างไรให้ผ่านช่วงเจ็บปากไปได้?
เฮอร์แปงไจน่าและมือเท้าปากส่วนใหญ่เป็นโรคที่ค่อย ๆ ดีขึ้นเอง โดยเฮอร์แปงไจน่ามักดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 10 วัน ส่วนมือเท้าปากมักมีอาการประมาณ 7–10 วัน
ในช่วงที่ลูกเจ็บปาก ไม่จำเป็นต้องบังคับให้กินอาหารได้เท่าเดิมทันที แต่ควรให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำ เลือกอาหารนุ่มและกลืนง่าย หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แผลระคายเคือง และติดตามปัสสาวะกับสภาพโดยรวมของลูก
หากลูกดื่มได้น้อยลงมาก ปัสสาวะลดลง เจ็บปากมาก อ่อนเพลีย ซึม หรืออาการไม่ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 7–10 วัน ควรพาเด็กมาพบกุมารแพทย์เพื่อประเมินอาการและภาวะขาดน้ำ
ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม พร้อมให้บริการประเมินและดูแลเด็กโดยกุมารแพทย์
อ่านเพิ่มเติม:
เฮอร์แปงไจน่า vs มือเท้าปาก ต่างกันอย่างไร? ดูอาการลูกแบบไหนควรพบแพทย์
ลูกมีไข้ เจ็บคอ มีแผลในปาก ไม่ยอมกิน เป็นอะไร? เมื่อไรควรพาไปพบแพทย์
คำถามที่พบบ่อย
Q: เฮอร์แปงไจน่าและมือเท้าปากต้องใช้ยาปฏิชีวนะไหม?
A: โดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะโรคเหล่านี้เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่ได้รักษาเชื้อไวรัสโดยตรง การดูแลจึงเน้นการบรรเทาอาการและป้องกันภาวะขาดน้ำ
Q: ลูกไม่กินข้าว 1–2 วัน แต่ยังดื่มน้ำได้ ต้องกังวลไหม?
A: เด็กอาจกินอาหารลดลงชั่วคราวเมื่อมีแผลในปาก สิ่งสำคัญกว่าคือยังดื่มน้ำได้เพียงพอ ปัสสาวะใกล้เคียงปกติ และยังรู้สึกตัวดี หากดื่มได้น้อยลง ปัสสาวะลดลง หรืออ่อนเพลียมากขึ้น ควรพบแพทย์
Q: น้ำเย็นหรือนมเย็นให้ลูกดื่มได้ไหม?
A: ได้ หากเป็นสิ่งที่เด็กดื่มเป็นประจำและเหมาะกับวัย ของเหลวเย็นอาจช่วยให้เด็กบางคนสบายปากและยอมดื่มง่ายขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรด หากทำให้แผลแสบหรือระคายเคือง
Q: ลูกไม่มีไข้แล้วแต่ยังมีแผลในปาก เป็นเรื่องปกติไหม?
A: พบได้ ไข้และแผลในปากอาจไม่ได้หายพร้อมกัน หากลูกเริ่มสดใสขึ้น ดื่มได้มากขึ้น และอาการโดยรวมค่อย ๆ ดีขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี
Q: ต้องรอให้ลูกไม่ยอมดื่มเลยก่อนค่อยพาไปโรงพยาบาลไหม?
A: ไม่จำเป็น หากเริ่มดื่มได้น้อยลงอย่างชัดเจน ปัสสาวะลดลง ปากแห้ง อ่อนเพลีย หรือเจ็บจนกลืนลำบาก ควรพามาพบแพทย์เพื่อประเมินก่อนที่จะเกิดภาวะขาดน้ำ
Q: มือเท้าปากกี่วันถึงกลับมากินได้ปกติ?
A: ไม่มีจำนวนวันที่เหมือนกันในเด็กทุกคน โดยทั่วไปโรคจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 7–10 วัน และการกินมักกลับมาดีขึ้นตามความเจ็บของแผลที่ลดลง สิ่งสำคัญคือดูแนวโน้มของอาการในแต่ละวัน มากกว่ารอให้ถึงวันที่กำหนด
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย:
พญ.วีณารัตน์ นนทสิทธิ์
แพทย์เฉพาะทาง กุมารเวชศาสตร์
โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ หนองแขม
เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม: ว.34249
ติดต่อศูนย์กุมารเวช รพ.วิชัยเวชฯ หนองแขม
02-441-6999
หรือ ติดต่อได้ผ่านช่องทางไลน์ได้ง่ายๆ Line
หรือ สามารถตรวจเช็ค ตารางแพทย์ออกตรวจ เพื่อขอเข้ารับคำปรึกษา