ระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile)

ระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile)

Lipid Profile คือการตรวจระดับไขมันในเลือด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหลอดเลือดแดงตีบ โดยทั่วไปประกอบด้วย Total Cholesterol, LDL-C, HDL-C และ Triglyceride บางรายอาจพิจารณาค่า Non-HDL-C, ApoB หรือ Lp(a) เพิ่มเติมตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล

ไขมันในเลือดผิดปกติมักไม่มีอาการในระยะแรก แต่หากปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดคราบไขมันสะสมในผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต และหลอดเลือดส่วนปลายตีบได้ โดย CDC ระบุว่าการมี Triglyceride สูงร่วมกับ HDL ต่ำหรือ LDL สูง เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น หัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง

1. Total Cholesterol คือค่าคอเลสเตอรอลรวมทั้งหมดในเลือด เป็นค่ารวมที่ได้รับอิทธิพลจาก LDL-C, HDL-C และ Triglyceride ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการประเมินไขมันในเลือด แต่ไม่ควรใช้ตัดสินความเสี่ยงเพียงค่าเดียว เพราะต้องดูชนิดของไขมันร่วมด้วย

Total Cholesterol สูงกว่าปกติ สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น

  • กลุ่มพฤติกรรมและอาหาร เช่น รับประทานอาหารไขมันอิ่มตัวสูง ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน เนย เบเกอรี่ อาหารแปรรูป หรือมีกิจกรรมทางกายน้อย
  • กลุ่มน้ำหนักและเมตาบอลิก เช่น น้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน หรือไตรกลีเซอไรด์สูงร่วมด้วย
  • กลุ่มโรคและฮอร์โมน เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ โรคไตบางชนิด โรคตับหรือท่อน้ำดีบางชนิด
  • กลุ่มยาและพันธุกรรม เช่น ยาบางชนิด หรือภาวะไขมันสูงจากพันธุกรรม

อาการส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หากสูงเรื้อรังอาจพบปื้นไขมันสีเหลืองบริเวณเปลือกตา เส้นเอ็น หรือผิวหนังบางตำแหน่ง แต่ส่วนใหญ่ตรวจพบจากการเจาะเลือด

ควรเฝ้าระวัง หาก Total Cholesterol สูงเล็กน้อย แต่ LDL-C, Non-HDL-C และความเสี่ยงโรคหัวใจโดยรวมยังไม่สูง
ควรพบแพทย์ หาก Total Cholesterol สูงมาก, มี LDL-C สูงร่วมด้วย, มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง สูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดก่อนวัย

 2. LDL-C (Low-Density Lipoprotein Cholesterol ) มักเรียกว่า “ไขมันเลว” เพราะเป็นไขมันหลักที่เกี่ยวข้องกับการสะสมคราบไขมันในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบ เป็นค่าที่ใช้สำคัญในการประเมินความเสี่ยงและวางแผนป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

LDL-C สูงกว่าปกติ สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น

  • กลุ่มอาหารและพฤติกรรม เช่น รับประทานไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์มาก อาหารทอด เนื้อสัตว์ติดมัน เนย ครีม เบเกอรี่ อาหารแปรรูป ขาดการออกกำลังกาย
  • กลุ่มโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ภาวะไทรอยด์ต่ำ โรคไตเรื้อรัง โรคตับหรือท่อน้ำดีบางชนิด
  • กลุ่มพันธุกรรม เช่น familial hypercholesterolemia ซึ่งมักทำให้ LDL-C สูงมากตั้งแต่อายุน้อย และมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัย
  • กลุ่มยา เช่น ยาบางชนิดอาจทำให้ไขมันสูงขึ้นได้

อาการส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แม้ค่า LDL-C สูงมากก็อาจไม่รู้สึกผิดปกติ แต่เมื่อเกิดหลอดเลือดตีบแล้วอาจมีอาการ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง แขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว หรือปวดน่องเวลาเดิน
ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: LDL-C ตั้งแต่ 100 mg/dL ขึ้นไป ควรประเมินร่วมกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม

ระดับที่ควรพบแพทย์: LDL-C ตั้งแต่ 160 mg/dL ขึ้นไป หรือสูงร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ โรคไตเรื้อรัง หรือประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัย

ระดับที่เข้าได้กับความเสี่ยงสูงมากและควรประเมินจริงจัง: LDL-C ตั้งแต่ 190 mg/dL ขึ้นไป มักต้องประเมินภาวะไขมันสูงจากพันธุกรรมและพิจารณาการรักษาอย่างเป็นระบบ

ในผู้ที่เคยมีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองแล้ว เป้าหมาย LDL-C มักเข้มงวดกว่าคนทั่วไป แนวทาง ACC/AHA ปี 2026 ระบุว่าในกลุ่ม secondary prevention ที่มีความเสี่ยงสูงมาก แนะนำเป้าหมาย LDL-C ต่ำกว่า 55 mg/dL และ Non-HDL-C ต่ำกว่า 85 mg/dL

 3. HDL-C (High-Density Lipoprotein Cholesterol) มักเรียกว่า “ไขมันดี” เพราะช่วยนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับไปกำจัดที่ตับ โดยทั่วไป HDL-C ที่ต่ำสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่สูงขึ้น แต่การแปลผลต้องดูร่วมกับ LDL-C, Triglyceride และความเสี่ยงรวม

HDL-C ต่ำกว่าปกติ สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น

  • กลุ่มพฤติกรรม เช่น ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ รับประทานแป้งขัดสีและน้ำตาลมาก
  • กลุ่มน้ำหนักและเมตาบอลิก เช่น น้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน หรือไตรกลีเซอไรด์สูง
  • กลุ่มพันธุกรรม บางรายมี HDL-C ต่ำจากพันธุกรรม
  • กลุ่มยาและโรคบางชนิด เช่น ยาบางชนิด หรือโรคเรื้อรังบางอย่าง

อาการส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ และมักตรวจพบจากการตรวจเลือด

HDL-C สูงกว่าปกติ โดยทั่วไปมักไม่ใช่ปัญหาที่ต้องรักษาโดยตรง แต่ HDL-C ที่สูงมากผิดปกติไม่ได้แปลว่าป้องกันโรคหัวใจได้เสมอไป จึงควรดูความเสี่ยงโดยรวมมากกว่าดูค่า HDL-C เพียงอย่างเดียว

ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: HDL-C ต่ำกว่า 40 mg/dL ในผู้ชาย หรือ ต่ำกว่า 50 mg/dL ในผู้หญิง ถือว่าต่ำและควรปรับพฤติกรรม
ควรพบแพทย์ หาก HDL-C ต่ำร่วมกับ LDL-C สูง, Triglyceride สูง, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, อ้วนลงพุง หรือมีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือดในครอบครัว

การเพิ่ม HDL-C ควรเน้นการออกกำลังกาย ลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกิน เลิกสูบบุหรี่ ลดน้ำตาลและแป้งขัดสี มากกว่าการใช้ยาเพื่อเพิ่ม HDL-C เพียงอย่างเดียว

 4. Triglyceride คือไขมันชนิดหนึ่งในเลือดที่ร่างกายใช้เป็นพลังงาน ส่วนเกินจากแป้ง น้ำตาล แอลกอฮอล์ และพลังงานที่รับประทานเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ ระดับที่สูงมากอาจเพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน และหากสูงร่วมกับ LDL-C สูงหรือ HDL-C ต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

Triglyceride สูงกว่าปกติ สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น

  • กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เช่น รับประทานแป้ง น้ำตาล เครื่องดื่มหวาน น้ำผลไม้ ขนมหวาน หรือผลไม้หวานจัดมากเกินไป ดื่มแอลกอฮอล์
  • กลุ่มเมตาบอลิก เช่น น้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง เบาหวาน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันพอกตับ
  • กลุ่มโรคและฮอร์โมน เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ โรคไต โรคตับบางชนิด
  • กลุ่มยาและพันธุกรรม เช่น ยาบางชนิด หรือภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงจากพันธุกรรม

อาการส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่หาก Triglyceride สูงมาก อาจมีอาการตับอ่อนอักเสบ เช่น ปวดท้องส่วนบนรุนแรง ปวดร้าวไปหลัง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ ซึ่งควรรีบพบแพทย์
ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: Triglyceride 150–199 mg/dL จัดว่าสูงเล็กน้อย ควรเริ่มปรับอาหาร ลดน้ำตาล ลดแอลกอฮอล์ ลดน้ำหนัก และออกกำลังกาย
ระดับที่ควรพบแพทย์: Triglyceride ตั้งแต่ 200 mg/dL ขึ้นไป โดยเฉพาะหากมีเบาหวาน อ้วนลงพุง ไขมันพอกตับ หรือมี LDL-C สูงร่วมด้วย
ระดับที่ควรประเมินเร่งด่วนมากขึ้น: Triglyceride ตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป เพราะเพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบ โดยแนวทาง Endocrine Society ระบุว่าภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรงและรุนแรงมากเพิ่มความเสี่ยงต่อ pancreatitis
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน หาก Triglyceride สูงมากร่วมกับปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนมาก หรือสงสัยตับอ่อนอักเสบ

5. Non-HDL-C คือค่าคอเลสเตอรอลรวมลบด้วย HDL-C เป็นค่าที่สะท้อนไขมันชนิดที่ก่อหลอดเลือดตีบได้หลายชนิดรวมกัน เช่น LDL, VLDL และ remnants มีประโยชน์โดยเฉพาะในรายที่ Triglyceride สูง เบาหวาน หรืออ้วนลงพุง

Non-HDL-C สูงกว่าปกติ สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยคล้ายกับ LDL-C และ Triglyceride สูง เช่น อาหารพลังงานสูง น้ำหนักเกิน เบาหวาน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ขาดการออกกำลังกาย และพันธุกรรม

อาการส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่สัมพันธ์กับความเสี่ยงสะสมของหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง

ควรพบแพทย์ หาก Non-HDL-C สูงร่วมกับ LDL-C สูง, Triglyceride สูง, เบาหวาน, โรคไตเรื้อรัง หรือมีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด

คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อไขมันในเลือดผิดปกติ

ควรลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เช่น ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ เนย ครีม เบเกอรี่ อาหารแปรรูป ไส้กรอก แฮม และลดอาหารหวาน เครื่องดื่มหวาน น้ำผลไม้ ขนมหวาน รวมถึงลดแป้งขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว และเบเกอรี่

ควรเพิ่มผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วในปริมาณเหมาะสม ปลา โปรตีนไขมันต่ำ และใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวในปริมาณพอดี เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในผู้ที่ Triglyceride สูง

ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วหรือกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลาง รวมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการฝึกกล้ามเนื้อ หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักประมาณ 5–10% ของน้ำหนักตัวเดิมจะช่วยลด Triglyceride เพิ่ม HDL-C และลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

การใช้ยาลดไขมันควรพิจารณาจากความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวเลขไขมันเพียงค่าเดียว โดยเฉพาะในผู้ที่อายุ 40–75 ปีและมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หรือไขมันผิดปกติ แนวทาง USPSTF แนะนำให้พิจารณา statin ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดถึงเกณฑ์ที่เหมาะสม

 

Line