นอนกรน อ่อนเพลียเรื้อรัง ไขมันพอกตับ… ภัยเงียบจากภาวะน้ำหนักเกิน

เมื่อมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องรูปร่างหรือความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว

ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินจำนวนมากมักเริ่มต้นจากอาการที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง ง่วงนอนในเวลากลางวัน นอนกรนเสียงดัง หรือตรวจสุขภาพแล้วพบความผิดปกติของค่าการทำงานของตับ ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว

ในทางการแพทย์ ไขมันสะสมบริเวณช่องท้องและอวัยวะภายใน (Visceral Fat) ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ ความผิดปกติของระบบเผาผลาญ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด การดูแลน้ำหนักอย่างเหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้

3 โรคร่วมที่พบบ่อยในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน

  1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA)

น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไขมันสะสมบริเวณลำคอและทางเดินหายใจส่วนบน อาจทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลให้เกิดอาการนอนกรนเสียงดัง หรือเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นช่วง ๆ

ผู้ป่วยอาจมีอาการสะดุ้งตื่นกลางดึก นอนหลับไม่สนิท ปวดศีรษะหลังตื่นนอน อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือมีอาการง่วงนอนในเวลากลางวัน แม้จะนอนหลับเป็นเวลานานก็ตาม

  1. ภาวะไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ

ภาวะไขมันพอกตับไม่ได้เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน หรือภาวะดื้ออินซูลิน มีความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันสะสมในตับได้เช่นกัน

ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจเกิดการอักเสบของตับ พังผืดในตับ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับเรื้อรังในอนาคต

  1. ภาวะดื้ออินซูลินและโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ไขมันสะสมส่วนเกิน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง มีความสัมพันธ์กับการตอบสนองต่ออินซูลินที่ลดลง ส่งผลให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเท่าที่ควร

เมื่อภาวะดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต

เปรียบเทียบอาการอ่อนเพลีย: แบบไหนอาจสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ? 

อาการที่สังเกตได้ อ่อนเพลียจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือความเครียด  อ่อนเพลียที่อาจสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) 
เสียงกรนขณะหลับ  อาจกรนเป็นครั้งคราว หรือไม่กรนเลย  กรนเสียงดังเป็นประจำเกือบทุกคืน บางครั้งมีช่วงเงียบคล้ายหยุดหายใจ หรือมีอาการสะดุ้ง สำลักขณะหลับ 
ความรู้สึกหลังตื่นนอน  เมื่อได้นอนเพียงพอ มักรู้สึกสดชื่นขึ้น  แม้นอนหลับหลายชั่วโมง แต่ยังรู้สึกไม่สดชื่น หรือมีอาการปวดศีรษะหลังตื่นนอน 
อาการระหว่างวัน ง่วงบ้างในช่วงบ่าย หรือหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่  ง่วงนอนมากผิดปกติในระหว่างวัน สมาธิลดลง หรือเผลอหลับระหว่างทำกิจกรรม 
ปัจจัยเสี่ยงร่วม  อาจสัมพันธ์กับความเครียด การทำงานหนัก หรือการนอนดึก  พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน รอบคอใหญ่ ความดันโลหิตสูง หรือโรคทางเดินหายใจบางชนิด 

ดูแลน้ำหนักอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงโรคร่วมและภาวะแทรกซ้อน 

สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน หรือมีโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ การลดน้ำหนักควรดำเนินการอย่างเหมาะสมและปลอดภัย เนื่องจากการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหักโหมโดยไม่ได้รับการประเมินสุขภาพ อาจไม่เหมาะสมในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือภาวะไขมันพอกตับ

ก่อนเริ่มโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก แพทย์จะทำการประเมินสุขภาพโดยรวม ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจเลือด การประเมินระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด การทำงานของตับและไต ตลอดจนการคัดกรองโรคร่วมที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะน้ำหนักเกิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

แนวทางการดูแลน้ำหนักแบบองค์รวม (Comprehensive Weight Management) มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพโดยรวมอย่างต่อเนื่อง โดยในบางราย แพทย์อาจพิจารณาแนวทางทางการแพทย์เพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เพื่อสนับสนุนการควบคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงของโรคร่วมที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่คือการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ปรับปรุงคุณภาพชีวิต และส่งเสริมสุขภาพในระยะยาวอย่างยั่งยืน

(หมายเหตุ: การตอบสนองต่อแนวทางการดูแลสุขภาพและผลลัพธ์ที่ได้รับแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมก่อนเริ่มโปรแกรมทุกครั้ง)

อ่านเพิ่มเติม: 

-สำหรับผู้ที่สนใจแนวทางการดูแลสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทาง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 👉 ดูแลทุกปัญหาน้ำหนักเกิน คืนสุขภาพดี… ด้วยแนวทางการดูแลเฉพาะบุคคลระดับโรงพยาบาล

-หากต้องการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นด้วยค่า BMI และอ่านภาพรวมของระดับความอ้วน สามารถอ่านต่อได้ที่ 👉 เช็กด่วน! คุณกำลังเข้าข่าย “โรคอ้วน” หรือไม่? รวมวิธีควบคุมน้ำหนักอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ภาวะอ้วนลงพุงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง?
A: การมีไขมันสะสมบริเวณช่องท้องหรือไขมันในอวัยวะภายใน (Visceral Fat) ในปริมาณมาก มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มโรคเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะไขมันพอกตับ รวมถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) การดูแลน้ำหนักและลดไขมันส่วนเกินจึงเป็นส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้

Q: ภาวะไขมันพอกตับเกี่ยวข้องกับความอ้วนจริงหรือไม่?
A: ภาวะไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ (MASLD) พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ภาวะดื้ออินซูลิน หรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวสามารถพบได้ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติบางรายเช่นกัน การควบคุมน้ำหนัก การรับประทานอาหารที่เหมาะสม และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลและลดความเสี่ยงของโรค

Q: มีอาการนอนกรนและอ่อนเพลียในเวลากลางวัน ควรทำอย่างไร?
A: อาการนอนกรนร่วมกับความอ่อนเพลีย ง่วงนอนในเวลากลางวัน หรือตื่นนอนไม่สดชื่น อาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ โดยแพทย์อาจพิจารณาการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมอาจช่วยลดความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ในบางราย อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และอาจรวมถึงการปรับพฤติกรรม การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) หรือการรักษาอื่นตามดุลยพินิจของแพทย์

Q: น้ำหนักลดลงแล้ว ภาวะนอนกรนจะหายไปหรือไม่?
A: ในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การลดน้ำหนักอาจช่วยลดไขมันสะสมบริเวณลำคอและทางเดินหายใจส่วนบน ส่งผลให้ความรุนแรงของอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับลดลงได้ในบางราย อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล และควรได้รับการติดตามประเมินโดยแพทย์อย่างต่อเนื่อง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย:
พญ. เปรมกมล ภัทรอิทธิกุล
แพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมผ่านกล้อง
โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ หนองแขม
เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม: ว.51540


แผนกศัลยกรรมผ่านกล้อง

02-441-6999
หรือ ติดต่อได้ผ่านช่องทางไลน์ได้ง่ายๆ  Line
หรือ สามารถตรวจเช็ค ตารางแพทย์ออกตรวจ เพื่อขอเข้ารับคำปรึกษา

Line