แสบร้อนกลางอก จุกแน่น เจ็บอกซ้าย อาการนี้เป็น “กรดไหลย้อน” หรือ “โรคหัวใจ”?

อาการเจ็บหน้าอก จุกแน่น หรือแสบร้อนกลางอก เป็นอาการที่พบบ่อย และอาจสร้างความกังวลให้กับหลายคน โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในเวลากลางคืน หรือหลังรับประทานอาหาร หลายคนจึงเกิดความสงสัยว่า อาการที่เป็นอยู่นี้เป็นเพียงผลจากการรับประทานอาหารมื้อดึกจนทำให้เป็น “โรคกรดไหลย้อน” หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของ “โรคหัวใจขาดเลือด”

การประเมินอาการเบื้องต้นอย่างถูกต้องเพื่อหาเหตุของความผิดปกติคือสิ่งสำคัญ เพราะแม้จะมีอาการคล้ายคลึงกัน แต่อันตรายและวิธีการรับมือนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองโรค จะช่วยให้คุณตัดสินใจเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับแพทย์เฉพาะทางได้อย่างทันท่วงที

เจ็บหน้าอกแบบไหน เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง?

อาการ เจ็บหน้าอกร้าวลงแขนซ้าย ไหล่ คอ หรือกราม และมีลักษณะ จุกแน่นเหมือนมีของหนักกดทับ มักเป็นสัญญาณของ โรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมักกำเริบเมื่อออกแรง ในขณะที่ โรคกรดไหลย้อน จะมีอาการ แสบร้อนกลางอก (Heartburn) จุกที่ลำคอ มีรสเปรี้ยวหรือขมในปาก และมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่หรือล้มตัวลงนอน หากมีอาการเจ็บหน้าอกที่น่าสงสัย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด

ลักษณะอาการของ “โรคกรดไหลย้อน” (GERD)

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease หรือนิยมเรียกสั้นๆ ว่า GERD)  เกิดจากการทำงานผิดปกติของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower Esophageal Sphincter : LES) ทำงานผิดปกติ ทำให้กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร จึงก่อให้เกิดการระคายเคืองและอาการต่าง ๆ ดังนี้

  • แสบร้อนกลางอก (Heartburn): รู้สึกแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่  หรือกลางอก อาจลามขึ้นมาถึงลำคอ
  • มีรสเปรี้ยวหรือขมในปาก: เกิดจากกรดในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาถึงลำคอและช่องปาก
  • จุกแน่นลำคอ: รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ในคอ กลืนอาหารลำบาก
  • อาการสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต: มักมีอาการหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ทานอาหารรสจัด หรือนอนราบทันทีหลังทานอาหาร

ลักษณะอาการของ “โรคหัวใจขาดเลือด” (Ischemic Heart Disease)

โรคหัวใจขาดเลือด เกิดจากหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (Coronary Artery) ตีบแคบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ อาการของโรคหัวใจมักรุนแรงและเฉียบพลันกว่า โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่:

  • จุกแน่นหน้าอกรุนแรง: รู้สึกแน่นอึดอัด หรือเหมือนมีของหนักมากๆ มากดทับบริเวณกลางหน้าอกหรืออกด้านซ้าย
  • อาการปวดร้าวไปส่วนอื่นของร่างกาย: อาการเจ็บอาจร้าวไปที่แขนซ้าย ไหล่ กราม คอ หรือแผ่นหลัง
  • อาการสัมพันธ์กับการออกแรง: อาการมักเป็นมากขึ้นเมื่อออกกำลังกาย ยกของหนัก หรือมีความเครียดจัด และอาจทุเลาลงเมื่อได้พัก
  • มีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น: อาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม เหงื่อออกมาก หน้ามืด คลื่นไส้ หรือใจสั่น

การแยกความแตกต่างระหว่างแสบร้อนกลางอกและจุกแน่นหน้าอก ช่วยให้ประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้

ตารางเปรียบเทียบ: แยกอาการ กรดไหลย้อน vs โรคหัวใจขาดเลือด

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองสำรวจความแตกต่างของอาการผ่านตารางสังเกตการณ์เบื้องต้น ดังนี้:

จุดสังเกตของอาการ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคหัวใจขาดเลือด (Heart Disease)
ลักษณะการเจ็บ แสบร้อนกลางอก (Heartburn) จุกแน่น เหมือนมีของหนักกดทับหรือบีบรัด
ตำแหน่งที่เจ็บหรือมีอาการ บริเวณลิ้นปี่ หน้าอก และจุกบริเวณลำคอ กลางหน้าอก หรืออกซ้าย อาจร้าวไปแขนซ้าย คอ กรามหรือแผ่นหลัง
ปัจจัยกระตุ้น หลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่, อาหารรสจัด หรือการนอนราบหลังรับประทานอาหาร การออกแรงหรือทำกิจกรรมหนัก และความเครียด
อาการร่วมที่พบได้บ่อย เรอเปรี้ยว, ขมคอ, ไอเรื้อรัง, เสียงแหบ เหงื่อออกมาก, หน้ามืด หรือใจสั่น หายใจไม่อิ่ม, เหนื่อย

 

ไขข้อข้องใจ: ทำไมเป็นกรดไหลย้อน ถึงมีอาการ “ใจสั่น” ร่วมด้วย?

หลายท่านที่เข้ามาตั้งคำถามในเว็บบอร์ดสุขภาพมักมีความกังวลว่า “เป็นกรดไหลย้อน ทำไมถึงมีอาการใจสั่น หรือรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะได้?” ในทางการแพทย์ มีข้อสันนิษฐานว่า อาการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทสำคัญของระบบประสาทอัตโนมัติและทอดผ่านบริเวณหลอดอาหาร หัวใจ และระบบทางเดินอาหาร

เมื่อกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาทำลายเยื่อบุหลอดอาหาร จะเกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงและไปกระตุ้นเส้นประสาทเวกัสนี้ การถูกกระตุ้นดังกล่าวอาจส่งสัญญาณสะท้อนกลับ (Reflex) ไปรบกวนการทำงานของหัวใจ ทำให้เกิดอาการใจสั่น หวิวๆ หรือรู้สึกคล้ายหัวใจเต้นผิดจังหวะชั่วคราวได้ ซึ่งอาการใจสั่นในกรณีนี้ เป็นเพียงผลกระทบทางอ้อมจากกรดไหลย้อน ไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างหัวใจของคุณมีความผิดปกติแต่อย่างใด

เส้นประสาท Vagus Nerve คือคำตอบที่ว่าทำไมกรดไหลย้อน
ถึงอาจทำให้รู้สึกใจสั่นได้

เมื่อไหร่ที่อาการจุกแน่น ถือเป็นภาวะฉุกเฉินควรรีบพบแพทย์?

แม้ว่าเราจะสามารถประเมินอาการเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง แต่หากคุณมีอาการ จุกแน่นหน้าอกรุนแรง เหงื่อแตก หายใจไม่อิ่ม หรือทดลองรับประทานยาลดกรดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบเดินทางมาพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

การตรวจวินิจฉัยที่สำคัญเบื้องต้น ได้แก่ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ซึ่งเป็นการตรวจที่รวดเร็ว ไม่เจ็บปวด ช่วยประเมินความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดเบื้องต้น แพทย์อาจจะพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่นการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST) หรือการตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อดูแลสุขภาพหัวใจของคุณ:

คำแนะนำจากแพทย์ :
“อาการเจ็บหน้าอกเป็นสัญญาณเตือนของร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม การวินิจฉัยแยกโรคด้วยตัวเองอาจมีความคลาดเคลื่อนและนำไปสู่อันตรายได้ หากคุณมีความกังวลหรือมีอาการเจ็บหน้าอกที่ผิดปกติ การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์จะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุที่ชัดเจนและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือสงสัยภาวะโรคหัวใจ ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์หัวใจวิชัยเวช โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ หนองแขม พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และพร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณได้รับการตรวจประเมินและการรักษาอย่างเหมาะสม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เรื่องอาการเจ็บหน้าอก

Q: เจ็บกลางอกแบบ จี๊ดๆ เกิดจากกรดไหลย้อน หรือโรคหัวใจ?
A:
อาการเจ็บจี๊ดๆ เป็นช่วงสั้นๆ มักไม่ใช่อาการของโรคหัวใจขาดเลือด (ซึ่งมักจะจุกแน่นบีบรัดต่อเนื่อง) อาการเจ็บจี๊ดๆ อาจเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือกรดไหลย้อน หากเจ็บสัมพันธ์กับการขยับตัวมักเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อ แต่หากกังวลควรพบแพทย์เพื่อความแน่ชัด

Q: อาการแน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม เป็นอันตรายไหม?
A;
หากอาการแน่นหน้าอกเกิดขึ้นพร้อมกับอาการหายใจไม่เต็มอิ่ม เหงื่อออกเย็น และเวียนศีรษะ ถือเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ควรรีบไปโรงพยาบาลหรือแผนกฉุกเฉินทันที

Q: วิธีเช็คตัวเองเบื้องต้น ว่าเป็นโรคหัวใจหรือไม่ ทำอย่างไร?
A:
ให้สังเกตอาการขณะออกแรง หากมีอาการจุกแน่นกลางอก ร้าวลงแขนซ้าย และมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ ให้สงสัยเรื่องโรคหัวใจ อย่างไรก็ตาม การเช็คที่แม่นยำที่สุดคือการพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

Q: ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) สามารถบอกโรคกรดไหลย้อนได้ไหม?
A:
การตรวจ EKG ใช้เพื่อดูการทำงานของไฟฟ้าหัวใจและหาความผิดปกติของโรคหัวใจโดยเฉพาะ ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้ แต่แพทย์มักใช้ EKG เพื่อตัดความเสี่ยงโรคหัวใจออกไปก่อน เพื่อให้สามารถรักษาโรคกรดไหลย้อนได้อย่างมั่นใจ

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย:
นพ.ชัยยศ ศิริบูลยกิตติ
แพทย์อายุรกรรมโรคหัวใจ ประจำศูนย์หัวใจวิชัยเวช
โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ หนองแขม
เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม: ว.35072

ติดต่อศูนย์หัวใจวิชัยเวช 24 ชั่วโมง
เราพร้อมให้การดูแล รักษา ป้องกันครอบคลุมโรคหัวใจทั่วไป
และโรคหัวใจในภาวะวิกฤติฉุกเฉิน

02-441-6999 ต่อ 5555
หรือ ติดต่อได้ผ่านช่องทางไลน์ได้ง่ายๆ  Line
หรือ สามารถตรวจเช็ค ตารางแพทย์ออกตรวจ เพื่อขอเข้ารับคำปรึกษา
แผนที่การเดินทาง https://maps.app.goo.gl/gfpniWd1QzeZ89p97

Line