การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Echocardiogram / Echocardiography
Echocardiogram คือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจแบบเคลื่อนไหว เช่น ขนาดห้องหัวใจ ความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจ การบีบตัวของหัวใจ ลิ้นหัวใจ น้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ และความดันในปอดโดยประมาณ การตรวจนี้ไม่มีรังสีและมักใช้ประเมินผู้ที่มีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น เป็นลม ขาบวม ได้ยินเสียงฟู่ของหัวใจ หรือมีผล EKG/CXR ผิดปกติ
Echocardiogram สามารถแสดงห้องหัวใจ ลิ้นหัวใจ ความสามารถในการสูบฉีดเลือด และสามารถดูน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจได้ แต่การแปลผลต้องดูร่วมกับอาการ ตรวจร่างกาย EKG, CXR, ผลเลือด และโรคประจำตัว ไม่ควรสรุปโรคจากตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ผล Echocardiogram ปกติ หมายถึงขนาดห้องหัวใจ การบีบตัวของหัวใจ ลิ้นหัวใจ และเยื่อหุ้มหัวใจไม่พบความผิดปกติสำคัญจากการตรวจในครั้งนั้นอย่างไรก็ตาม ผลปกติไม่ได้ตัดโรคหัวใจทั้งหมด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบบางระยะ หัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็น ๆ หาย ๆ หรืออาการเจ็บหน้าอกจากสาเหตุอื่น หากมีอาการผิดปกติควรประเมินต่อ
ควรเฝ้าระวัง หากไม่มีอาการและตรวจสุขภาพตามปกติ
ควรพบแพทย์ แม้ Echo ปกติ หากยังมีเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น วูบ เป็นลม ขาบวม หรืออาการแย่ลง
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน หากมีเจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจเหนื่อยเฉียบพลัน เป็นลม ปากเขียว เหงื่อแตก หรือสงสัยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
1. การบีบตัวของหัวใจและค่า Ejection Fraction / EF
คือเปอร์เซ็นต์ของเลือดที่หัวใจห้องล่างซ้ายบีบออกไปในแต่ละครั้ง ใช้ประเมินกำลังการบีบตัวของหัวใจ โดยเฉพาะหัวใจห้องล่างซ้าย โดยทั่วไป EF ปกติมักอยู่ประมาณ 55–70% ตามข้อมูลของ American Heart Association ส่วน Mayo Clinic ระบุว่า EF ประมาณ 50–70% จัดอยู่ในเกณฑ์ปกติ, 41–49% เป็น mildly reduced และ 40% หรือน้อยกว่าเป็น reduced EF ทั้งนี้ค่าที่ใช้จริงอาจต่างตามห้องตรวจ วิธีวัด และดุลยพินิจแพทย์
EF ต่ำกว่าปกติ หมายถึงหัวใจบีบเลือดออกได้น้อยกว่าปกติ อาจสัมพันธ์กับภาวะหัวใจล้มเหลวหรือกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเคยกล้ามเนื้อหัวใจตาย
- กลุ่มความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ทำให้หัวใจทำงานหนักนานจนกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
- กลุ่มกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ เช่น dilated cardiomyopathy หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
- กลุ่มลิ้นหัวใจผิดปกติ เช่น ลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบรุนแรง
- กลุ่มยา สารพิษ และแอลกอฮอล์ เช่น ยาเคมีบำบัดบางชนิด ดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือสารเสพติดบางชนิด
- กลุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะเรื้อรัง เช่น หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะเป็นเวลานาน
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยง่าย ออกแรงได้น้อย นอนราบแล้วเหนื่อย ตื่นกลางคืนเพราะหอบ ขาบวม ใจสั่น อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้นเร็วจากน้ำคั่ง หรือไอเรื้อรังจากน้ำคั่งในปอด
ควรเฝ้าระวัง หาก EF อยู่ก้ำกึ่งหรือลดลงเล็กน้อย แต่ไม่มีอาการ ควรติดตามตามแพทย์นัดและควบคุมปัจจัยเสี่ยง
ควรพบแพทย์ หาก EF ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยเฉพาะต่ำกว่า 50%, มีอาการเหนื่อย ขาบวม เจ็บหน้าอก หรือมีโรคหัวใจเดิม
ควรรีบพบแพทย์ หาก EF ต่ำร่วมกับเหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้ ขาบวมมาก เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม หรือปัสสาวะน้อยลง
EF สูงหรือปกติแต่ยังมีอาการ ไม่ได้แปลว่าหัวใจปกติทั้งหมด บางรายมีภาวะหัวใจล้มเหลวได้แม้ EF ยังปกติ โดยมักเกี่ยวข้องกับหัวใจแข็งตัวหรือคลายตัวไม่ดี เช่น heart failure with preserved EF
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง อายุสูง เบาหวาน อ้วน โรคไต โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา หรือโรคหัวใจบางชนิด
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง นอนราบแล้วเหนื่อย ขาบวม แน่นหน้าอก หรือออกแรงได้น้อย
ควรพบแพทย์ หากมีอาการหัวใจล้มเหลวแม้ EF ปกติ เพราะต้องประเมินค่าอื่นใน Echo เช่น diastolic function, ขนาดหัวใจ, ความดันปอด และลิ้นหัวใจร่วมด้วย
2. ขนาดห้องหัวใจโต Chamber Enlargement
ห้องหัวใจโตหมายถึงหัวใจห้องใดห้องหนึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกติ อาจเกิดจากหัวใจทำงานหนัก เลือดไหลย้อนกลับ หรือความดันในหัวใจสูงเป็นเวลานาน
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายทำงานหนัก
- กลุ่มลิ้นหัวใจผิดปกติ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้เลือดไหลย้อนและห้องหัวใจขยาย
- กลุ่มหัวใจล้มเหลวหรือกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ทำให้ห้องหัวใจขยาย
- กลุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น atrial fibrillation อาจสัมพันธ์กับหัวใจห้องบนโต
- กลุ่มโรคปอดหรือความดันปอดสูง อาจทำให้หัวใจด้านขวาโต
- กลุ่มโรคหัวใจแต่กำเนิด เช่น รูรั่วผนังกั้นหัวใจบางชนิด
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนราบแล้วเหนื่อย ขาบวม แน่นหน้าอก หรือเป็นลม บางรายไม่มีอาการและพบจากการตรวจ
ควรเฝ้าระวัง หากโตเล็กน้อย ไม่มีอาการ และแพทย์ประเมินว่ายังไม่รุนแรง
ควรพบแพทย์ หากรายงานพบหัวใจโตชัดเจน โตหลายห้อง หรือมีอาการเหนื่อย ใจสั่น ขาบวม เจ็บหน้าอก หรือความดันสูงควบคุมยาก
ควรรีบพบแพทย์ หากมีเหนื่อยมาก เจ็บหน้าอก เป็นลม ขาบวมมาก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมด้วย
3. กล้ามเนื้อหัวใจหนา Left Ventricular Hypertrophy / LVH
กล้ามเนื้อหัวใจหนา หมายถึงผนังกล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ โดยพบบ่อยที่หัวใจห้องล่างซ้าย การหนาตัวอาจเกิดจากหัวใจต้องบีบเลือดต้านแรงดันสูงเป็นเวลานาน
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มความดันโลหิตสูงเรื้อรัง เป็นสาเหตุที่พบบ่อย
- กลุ่มลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ทำให้หัวใจต้องบีบเลือดผ่านลิ้นที่ตีบ
- กลุ่มกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติจากพันธุกรรม เช่น hypertrophic cardiomyopathy
- กลุ่มนักกีฬา บางรายมีหัวใจหนาจากการฝึก แต่ต้องแยกจากโรคหัวใจ
- กลุ่มโรคสะสมบางชนิด เช่น amyloidosis หรือโรคสะสมอื่น ๆ ซึ่งพบไม่บ่อย
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยเวลาออกแรง เจ็บหน้าอก ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หรือไม่มีอาการ
ควรเฝ้าระวัง หากหนาเล็กน้อยและสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้
ควรพบแพทย์ หากพบ LVH, กล้ามเนื้อหนามาก, มีอาการหน้ามืด เป็นลม เจ็บหน้าอก หรือมีประวัติครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลัน
ควรรีบพบแพทย์ หากมีเจ็บหน้าอก เป็นลมขณะออกแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหอบเหนื่อยมาก
4. ลิ้นหัวใจรั่ว Valvular Regurgitation
ลิ้นหัวใจรั่วคือภาวะที่ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท ทำให้เลือดไหลย้อนกลับในทิศทางที่ไม่ควรเป็น ความรุนแรงมีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ
- กลุ่มความดันโลหิตสูงหรือหัวใจโต ทำให้โครงสร้างรอบลิ้นหัวใจขยายและปิดไม่สนิท
- กลุ่มโรครูมาติกหรือลิ้นหัวใจอักเสบในอดีต
- กลุ่มลิ้นหัวใจติดเชื้อ เช่น infective endocarditis
- กลุ่มลิ้นหัวใจผิดรูปแต่กำเนิด เช่น mitral valve prolapse หรือ bicuspid aortic valve
- กลุ่มหลังกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหรือโครงสร้างพยุงลิ้นหัวใจผิดปกติ
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนราบแล้วเหนื่อย ขาบวม เจ็บหน้าอก หรือได้ยินเสียงฟู่ของหัวใจ บางรายที่ลิ้นรั่วเล็กน้อยอาจไม่มีอาการ
ควรเฝ้าระวัง หากลิ้นรั่วเล็กน้อย ไม่มีอาการ และแพทย์นัดติดตามเป็นระยะ
ควรพบแพทย์ หากลิ้นรั่วระดับปานกลางถึงรุนแรง มีหัวใจโต EF ลดลง ความดันปอดสูง หรือมีอาการเหนื่อย ใจสั่น ขาบวม
ควรรีบพบแพทย์ หากมีเหนื่อยเฉียบพลัน ไข้ร่วมกับเสียงฟู่ใหม่ เจ็บหน้าอก เป็นลม หรือสงสัยลิ้นหัวใจติดเชื้อ
5. ลิ้นหัวใจตีบ Valvular Stenosis
ลิ้นหัวใจตีบคือภาวะที่ลิ้นหัวใจเปิดได้แคบลง ทำให้เลือดไหลผ่านยาก หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น ความรุนแรงขึ้นกับลิ้นที่ตีบ พื้นที่เปิดของลิ้น ความดันต่างระหว่างห้องหัวใจ และอาการของผู้ป่วย
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มลิ้นหัวใจเสื่อมและแคลเซียมเกาะตามอายุ โดยเฉพาะ aortic stenosis
- กลุ่มโรครูมาติกในอดีต โดยเฉพาะ mitral stenosis
- กลุ่มลิ้นหัวใจผิดรูปแต่กำเนิด เช่น bicuspid aortic valve
- กลุ่มโรคไตเรื้อรังหรือแคลเซียมผิดปกติ อาจเร่งการเกิดแคลเซียมเกาะลิ้นหัวใจ
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยเวลาออกแรง เจ็บแน่นหน้าอก หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น หรือขาบวม ในรายรุนแรงอาจมีหัวใจล้มเหลว
ควรเฝ้าระวัง หากตีบเล็กน้อย ไม่มีอาการ และแพทย์นัดติดตาม Echo เป็นระยะ
ควรพบแพทย์ หากลิ้นตีบระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือมีอาการเหนื่อย เจ็บหน้าอก เป็นลม ใจสั่น
ควรรีบพบแพทย์ หากลิ้นหัวใจตีบรุนแรงร่วมกับเจ็บหน้าอก เป็นลม หอบเหนื่อยมาก หรืออาการหัวใจล้มเหลว
6. ความผิดปกติของการคลายตัวของหัวใจ Diastolic Dysfunction
คือภาวะที่หัวใจคลายตัวหรือรับเลือดได้ไม่ดี แม้การบีบตัวหรือ EF อาจยังปกติได้ เป็นภาวะที่พบร่วมกับความดันโลหิตสูง อายุที่มากขึ้น เบาหวาน โรคไต และหัวใจหนา
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาและแข็ง
- กลุ่มอายุเพิ่มขึ้น ทำให้หัวใจยืดหยุ่นลดลง
- กลุ่มเบาหวาน อ้วน โรคไต และหยุดหายใจขณะหลับ
- กลุ่มกล้ามเนื้อหัวใจหนาหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิด
- กลุ่มหัวใจขาดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจคลายตัวผิดปกติ
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยเวลาออกแรง เหนื่อยเมื่อนอนราบ ตื่นกลางคืนเพราะหอบ ขาบวม หรือออกแรงได้น้อยลง บางรายไม่มีอาการและพบจาก Echo
ควรเฝ้าระวัง หากเป็นระดับเล็กน้อย ไม่มีอาการ และสัมพันธ์กับอายุหรือความดัน
ควรพบแพทย์ หากมีอาการเหนื่อย ขาบวม หัวใจโต ความดันสูงควบคุมยาก หรือมีโรคร่วมหลายอย่าง
ควรรีบพบแพทย์ หากเหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้ หอบเฉียบพลัน หรือขาบวมมาก
7. น้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ Pericardial Effusion
คือภาวะมีน้ำสะสมในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ หากมีมากหรือเพิ่มเร็ว อาจกดหัวใจจนหัวใจรับเลือดและบีบเลือดได้ลดลง เรียกว่า cardiac tamponade ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ไวรัส วัณโรค หรือการติดเชื้ออื่น
- กลุ่มโรคไต เช่น ไตวายหรือยูรีเมีย
- กลุ่มมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งกระจายไปเยื่อหุ้มหัวใจ
- กลุ่มโรคภูมิคุ้มกัน เช่น SLE หรือ rheumatoid arthritis
- กลุ่มหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย ผ่าตัดหัวใจ หรือฉายรังสี
- กลุ่มไทรอยด์ต่ำ หรือยาบางชนิด
อาการส่วนใหญ่ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อย นอนราบแล้วเหนื่อย ใจสั่น หน้ามืด อ่อนเพลีย หรือไม่มีอาการหากปริมาณน้อย
ควรเฝ้าระวัง หากมีน้ำเล็กน้อย ไม่มีอาการ และแพทย์นัดติดตาม
ควรพบแพทย์ หากมี pericardial effusion ปานกลางถึงมาก มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อย ไข้ น้ำหนักลด หรือมีโรคมะเร็ง/ไต/ภูมิคุ้มกัน
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน หากมีเหนื่อยมาก ความดันต่ำ หน้ามืด เป็นลม ชีพจรเร็ว คอโป่ง หรือซึม เพราะอาจเป็น cardiac tamponade
Echocardiogram สามารถดูปริมาณน้ำระหว่างชั้นเยื่อหุ้มหัวใจและประเมินว่าหัวใจถูกกดจากน้ำมากจนทำงานผิดปกติหรือไม่
8. ความดันหลอดเลือดปอดสูงPulmonary Hypertension
Echocardiogram สามารถประเมินความดันในหลอดเลือดปอดโดยประมาณจาก Doppler และข้อมูลการทำงานของหัวใจด้านขวา หากค่าบ่งชี้สูง ควรหาสาเหตุเพิ่มเติม เพราะ Echo เป็นการประเมินโดยประมาณ ไม่ใช่การวัดโดยตรงแบบ right heart catheterization
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มโรคหัวใจซ้าย เช่น หัวใจล้มเหลว ลิ้นหัวใจไมตรัลหรือเอออร์ติกผิดปกติ
- กลุ่มโรคปอดและขาดออกซิเจนเรื้อรัง เช่น COPD, interstitial lung disease, หยุดหายใจขณะหลับ
- กลุ่มลิ่มเลือดอุดตันในปอดเรื้อรัง
- กลุ่มโรคหลอดเลือดปอดโดยตรง เช่น pulmonary arterial hypertension
- กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันหรือโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น scleroderma หรือ SLE
- กลุ่มโรคตับ โรคเลือด หรือยา/สารบางชนิด ซึ่งพบได้น้อยกว่า
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยเวลาออกแรง อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม ขาบวม หรือท้องบวม หากรุนแรงอาจมีเขียวหรือหัวใจด้านขวาล้มเหลว
ควรเฝ้าระวัง หากความดันปอดสูงเล็กน้อยและไม่มีอาการ โดยควรประเมินสาเหตุร่วม เช่น โรคปอด หัวใจซ้าย หรือหยุดหายใจขณะหลับ
ควรพบแพทย์ หากรายงานสงสัย pulmonary hypertension, มีหัวใจด้านขวาโต, ลิ้นไตรคัสปิดรั่วมาก, หรือมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ
ควรรีบพบแพทย์ หากเหนื่อยมาก เป็นลม เจ็บหน้าอก ขาบวมมาก ปากเขียว หรืออาการแย่ลงเร็ว
9. รูรั่วหรือความผิดปกติแต่กำเนิดของหัวใจ Congenital Heart Disease / Shunt
Echocardiogram สามารถช่วยประเมินรูรั่วของผนังกั้นหัวใจหรือความผิดปกติแต่กำเนิดบางชนิด เช่น ASD, VSD, PDA หรือความผิดปกติของลิ้นหัวใจบางแบบ
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มความผิดปกติแต่กำเนิด ที่มีตั้งแต่เกิด แต่อาจเพิ่งตรวจพบในวัยผู้ใหญ่หากอาการน้อย
- กลุ่มรูรั่วหลังกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหัตถการ พบได้น้อยกว่า
- กลุ่มลิ้นหัวใจผิดรูปแต่กำเนิด เช่น bicuspid aortic valve
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น เขียว โตช้าในเด็ก ขาบวม หรือได้ยินเสียงฟู่ของหัวใจ บางรายไม่มีอาการและพบจากการตรวจ
ควรพบแพทย์ หาก Echo รายงาน ASD, VSD, PDA, shunt, bicuspid aortic valve หรือ congenital abnormality เพื่อประเมินขนาด ความดันปอด และความจำเป็นในการติดตามหรือรักษา
ควรรีบพบแพทย์ หากมีเขียว เหนื่อยมาก เป็นลม เจ็บหน้าอก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมด้วย
10. ก้อน ลิ่มเลือด หรือสิ่งผิดปกติในหัวใจ Mass / Thrombus / Vegetation
Echo อาจพบก้อน ลิ่มเลือด หรือสิ่งผิดปกติที่ติดกับลิ้นหัวใจหรือผนังหัวใจ เช่น thrombus, vegetation หรือ cardiac mass ซึ่งต้องประเมินอย่างจริงจัง
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มลิ่มเลือดในหัวใจ เช่น หลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจบีบตัวลดลง หรือ atrial fibrillation
- กลุ่มลิ้นหัวใจติดเชื้อ เช่น infective endocarditis อาจพบ vegetation เกาะลิ้นหัวใจ
- กลุ่มเนื้องอกหัวใจ เช่น myxoma ซึ่งพบไม่บ่อย
- กลุ่มสิ่งแปลกปลอมหรืออุปกรณ์ในหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจเทียมหรือสาย pacemaker ที่มีการติดเชื้อ
อาการส่วนใหญ่ เช่น ไข้เรื้อรัง หนาวสั่น น้ำหนักลด เหนื่อย ใจสั่น อัมพฤกษ์อัมพาตเฉียบพลัน ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เจ็บหน้าอก หรืออาจไม่มีอาการในบางราย
ควรพบแพทย์โดยเร็ว หาก Echo รายงาน mass, thrombus, vegetation หรือ suspected endocarditis
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน หากมีอาการทางสมองเฉียบพลัน ไข้สูงร่วมกับลิ้นหัวใจผิดปกติ เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หรือสงสัยลิ่มเลือดหลุดอุดตัน
อาการเตือนที่ควรพบแพทย์ แม้ผล Echo ไม่รุนแรง
ควรพบแพทย์หากมีเหนื่อยง่ายผิดปกติ นอนราบไม่ได้ ตื่นกลางคืนเพราะหอบ ขาบวม ใจสั่น เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม ไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด หรือได้ยินเสียงฟู่ของหัวใจ
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉินหากมีเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง เหนื่อยเฉียบพลัน เป็นลม ปากเขียว สับสน ขาบวมมากร่วมกับหอบ ไข้สูงร่วมกับสงสัยลิ้นหัวใจติดเชื้อ หรือมีอาการหลอดเลือดสมอง เช่น ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก
คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อ Echocardiogram ผิดปกติ
หาก Echo ผิดปกติ ควรนำผลไปปรึกษาแพทย์เพื่อแปลร่วมกับอาการ ความดันโลหิต EKG, CXR, ผลเลือด และโรคประจำตัว ไม่ควรสรุปความรุนแรงจากคำในรายงานเพียงคำเดียว เช่น “ลิ้นรั่วเล็กน้อย” หรือ “หัวใจโตเล็กน้อย” เพราะบางอย่างอาจพบได้และติดตามได้ แต่บางอย่างต้องรักษา
ควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ ได้แก่ ควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือด น้ำหนักตัว งดสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายตามความเหมาะสม และรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
หากมีลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจบีบตัวลดลง ความดันปอดสูง หรือน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ ควรติดตามตามนัด เพราะบางภาวะอาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและต้องปรับแผนการรักษาในอนาคต