กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กินยาอะไร? ทำไมไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง

“ขอซื้อยาฆ่าเชื้อหน่อยค่ะ น่าจะเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบอีกแล้ว”

นี่เป็นประโยคที่เภสัชกรและบุคลากรทางการแพทย์ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หลายคนเคยมีระสบการณ์กับอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย หรือปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยมาก่อน เมื่ออาการกลับมาอีกครั้งจึงคิดว่าเป็นโรคเดิม และเลือกซื้อยากินเองเหมือนครั้งก่อน

แม้จะฟังดูสมเหตุสมผล แต่อาการที่คล้ายกันไม่ได้หมายความว่าสาเหตุจะเหมือนกันเสมอไป นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่แพทย์มักไม่แนะนำให้ใช้ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) โดยอาศัยการคาดเดาจากอาการเพียงอย่างเดียว

เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ สามารถซื้อยารับประทานเองได้หรือไม่

คำตอบคือ ไม่ควรรีบสรุปและซื้อยาฆ่าเชื้อรับประทานเองทุกครั้ง

เนื่องจากอาการที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้หลายประการ เช่น

  • การติดเชื้อหรือการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ
  • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  • ภาวะระคายเคืองของกระเพาะปัสสาวะ
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด
  • ภาวะหรือโรคอื่น ๆ ที่มีอาการใกล้เคียงกัน

ดังนั้น หากยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง การเลือกใช้ยาด้วยตนเองอาจไม่ตรงกับโรคที่เป็นอยู่ และอาจทำให้อาการไม่ดีขึ้น หรือส่งผลให้การวินิจฉัยและการรักษาล่าช้าได้

หากคุณมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะไม่สุด หรือปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย และยังไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือไม่ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ “ฉี่แสบขัด ฉี่ไม่สุด ปวดหน่วงท้องน้อย อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก”

ก่อนตัดสินใจซื้อยารับประทานเอง ลองประเมินตนเองด้วย 4 คำถามสำคัญ 

ก่อนเลือกซื้อยามารับประทานเอง เมื่อมีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือสงสัยว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้

✓ เคยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบมาก่อนหรือไม่?

✓ อาการที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เหมือนกับครั้งก่อนทุกประการหรือไม่?

✓ มีอาการไข้ หนาวสั่น หรือปวดบริเวณสีข้างและหลังร่วมด้วยหรือไม่?

✓ เคยใช้ยารักษาอาการลักษณะนี้มาก่อน แต่อาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่?

การตอบคำถามเหล่านี้อาจช่วยให้ตระหนักได้ว่า แม้อาการจะคล้ายเดิม แต่สาเหตุที่แท้จริงอาจแตกต่างออกไป และควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเลือกใช้ยา

อาการคล้ายกัน ไม่ได้หมายความว่าสาเหตุจะเหมือนกันเสมอไป 

หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดยาที่เคยใช้แล้วได้ผลในอดีต จึงอาจไม่ได้ผลเมื่ออาการกลับมาเป็นอีกครั้ง

โดยทั่วไป ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเคยได้รับยาจากแพทย์และมีอาการดีขึ้น เมื่อเกิดอาการลักษณะเดิมอีกครั้งจึงเลือกใช้ยาที่เหลืออยู่ หรือพยายามหาซื้อยาชนิดเดิมมารับประทานเอง

อย่างไรก็ตาม แม้อาการภายนอกจะดูคล้ายกัน แต่สาเหตุของโรคอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ตัวอย่างเช่น อาการไอสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคหวัด ภูมิแพ้ หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งแต่ละภาวะมีแนวทางการดูแลรักษาที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับอาการปัสสาวะแสบขัดที่อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่เฉพาะภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบเท่านั้น

ดังนั้น การตัดสินใจใช้ยาโดยอาศัยประสบการณ์จากอาการครั้งก่อนเพียงอย่างเดียว อาจไม่เหมาะสมในทุกกรณี

อาการดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว 

อีกหนึ่งความเข้าใจที่พบได้บ่อย คือ เมื่อรับประทานยาเพียงไม่กี่วันแล้วอาการดีขึ้น จึงหยุดยาเองหรือไม่ได้เข้ารับการประเมินเพิ่มเติม

ในความเป็นจริง อาการที่ทุเลาลงไม่ได้หมายความว่าสาเหตุของปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์เสมอไป

บางกรณีอาการอาจดีขึ้นเพียงชั่วคราว ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคยังคงอยู่ ส่งผลให้อาการกลับมาเป็นซ้ำในภายหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลายคนรู้สึกว่ามีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดขึ้นซ้ำ ๆ

เชื้อดื้อยา คืออะไร?

เชื้อดื้อยา (Antimicrobial Resistance) คือ ภาวะที่เชื้อโรคบางชนิดมีการปรับตัวจนตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะได้ลดลง หรือไม่ตอบสนองต่อยาที่เคยใช้ได้ผลในอดีต

หากเปรียบเทียบอย่างง่าย ยาปฏิชีวนะอาจเปรียบเสมือนกุญแจที่ใช้เปิดประตู เมื่อเวลาผ่านไป กลไกของประตูเปลี่ยนแปลงไป กุญแจดอกเดิมจึงไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม

ในลักษณะเดียวกัน การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมหรือไม่จำเป็น อาจทำให้เชื้อโรคบางส่วนสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้มากขึ้น ส่งผลให้ยาที่เคยใช้ได้ผลในอดีตมีประสิทธิภาพลดลงในอนาคต

ทำไมปัญหาเชื้อดื้อยาจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ผลกระทบของเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการที่อาการไม่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้การดูแลรักษามีความซับซ้อนมากขึ้น ต้องได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม ใช้ทางเลือกการรักษาที่แตกต่างจากเดิม และอาจใช้เวลานานขึ้นในการควบคุมโรค

ด้วยเหตุนี้ องค์กรด้านสาธารณสุขและวงการแพทย์ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เพื่อช่วยรักษาประสิทธิภาพของยาให้สามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ทำไมบางคนเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบซ้ำบ่อย?

หนึ่งในคำถามที่แพทย์พบได้บ่อย คือ “เพิ่งรักษาหายได้ไม่นาน ทำไมอาการจึงกลับมาเป็นอีก?”

ในความเป็นจริง การกลับมาเป็นซ้ำไม่ได้หมายความว่าร่างกายอ่อนแอเสมอไป แต่อาจเกิดจากปัจจัยบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือมีสาเหตุแฝงที่ยังไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด

ปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการซ้ำ ได้แก่

  • ดื่มน้ำน้อยเป็นประจำ
  • กลั้นปัสสาวะบ่อยหรือเป็นเวลานาน
  • พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน
  • ความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ปัจจัยเฉพาะบุคคลที่จำเป็นต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติม

สิ่งสำคัญคือ เมื่ออาการกลับมาเป็นซ้ำ หลายคนมักเลือกใช้วิธีเดิม คือรับประทานยาชนิดเดิมที่เคยใช้มาก่อน ทั้งที่สาเหตุของอาการในครั้งนี้อาจแตกต่างจากเดิมได้

ดังนั้น การกลับมาเป็นซ้ำของอาการไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นหลายครั้งภายในช่วงเวลาไม่นาน

การเป็นซ้ำบ่อย อาจเป็นสัญญาณเตือนบางอย่าง 

หากเปรียบเทียบกับไฟเตือนบนหน้าปัดรถยนต์ การที่ไฟเตือนปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียวอาจเกิดจากเหตุการณ์ชั่วคราว แต่หากไฟเตือนปรากฏซ้ำหลายครั้ง สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ไฟดับลง แต่คือการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา

ภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็เช่นเดียวกัน หากอาการกลับมาเป็นซ้ำบ่อยครั้ง สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการบรรเทาอาการ แต่คือการค้นหาปัจจัยที่ทำให้อาการเกิดขึ้นซ้ำ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

อาการแบบใดที่ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

แม้หลายคนจะเคยมีอาการปัสสาวะแสบขัดมาก่อน แต่มีบางสถานการณ์ที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ และไม่ควรเลือกซื้อยารับประทานเอง ได้แก่

มีไข้ร่วมด้วย

หากมีไข้ร่วมกับอาการทางเดินปัสสาวะ ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือการอักเสบที่รุนแรงมากขึ้น

ปวดบริเวณสีข้าง หลัง หรือเอว

โดยเฉพาะอาการปวดบริเวณสีข้างหรือหลังส่วนล่าง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน และไม่ควรละเลย

ปัสสาวะมีเลือดปน

ไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะสีชมพู สีแดง หรือสีน้ำตาล ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม เนื่องจากอาจเกิดได้จากหลายภาวะทางการแพทย์

อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์

สตรีตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกชนิด เพื่อความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารกในครรภ์

มีอาการเกิดขึ้นซ้ำบ่อย

หากอาการกลับมาเป็นซ้ำหลายครั้งในระยะเวลาอันสั้น การรับประทานยาซ้ำด้วยตนเองอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม และควรได้รับการประเมินหาสาเหตุเพิ่มเติม

ควรทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่ามีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

เมื่อเริ่มมีอาการ ควรสังเกตรายละเอียดของอาการอย่างรอบคอบ เช่น

  • อาการเริ่มขึ้นเมื่อใด
  • มีอาการต่อเนื่องนานเท่าใด
  • มีไข้ร่วมด้วยหรือไม่
  • มีอาการปวดหลังหรือปวดสีข้างหรือไม่
  • มีเลือดปนในปัสสาวะหรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้มีส่วนช่วยให้แพทย์สามารถประเมินสาเหตุของอาการได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจปัสสาวะ หรือการตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม เช่น การตรวจ Ultrasound ระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อช่วยค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ

หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านต่อได้ในบทความ “ตรวจปัสสาวะช่วยวินิจฉัยอะไรได้บ้าง?”

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อยารับประทานเอง 

หนึ่งในความเข้าใจที่พบได้บ่อย คือ

“หากรับประทานยาแล้วอาการดีขึ้น แสดงว่าเลือกใช้ยาได้ถูกต้อง”

อย่างไรก็ตาม อาการที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของอาการคืออะไร และไม่สามารถบอกได้ว่าปัญหานั้นได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์แล้วหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงให้ความสำคัญกับการค้นหาสาเหตุของอาการควบคู่ไปกับการรักษา มากกว่าการพิจารณาเพียงว่าอาการดีขึ้นหรือไม่

สรุป

เมื่อมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย หรือสงสัยว่ามีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หลายคนอาจเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กินยาอะไร?”

แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “แน่ใจแล้วหรือไม่ว่าอาการที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร”

แม้การซื้อยารับประทานเองอาจเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็ว แต่หากอาการไม่ดีขึ้น เกิดขึ้นซ้ำบ่อย หรือมีสัญญาณเตือนร่วมด้วย การได้รับการประเมินจากแพทย์อาจช่วยให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงและได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

เพราะในหลายกรณี สิ่งที่ทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำอาจไม่ใช่เพียงตัวโรคเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการรักษาที่มุ่งแก้ไขอาการโดยไม่ได้ค้นหาสาเหตุที่แท้จริงตั้งแต่ต้น

FAQ รวมคำถามที่พบบ่อย

Q: กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กินยาอะไรได้บ้าง?
A:
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และการประเมินโดยแพทย์ จึงไม่ควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาอื่น ๆ ด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

Q: สามารถซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองได้หรือไม่?
A:
ไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากอาการปัสสาวะแสบขัดหรือปัสสาวะบ่อยอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ และการใช้ยาไม่ตรงกับสาเหตุอาจทำให้อาการไม่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาเชื้อดื้อยา

Q: เหตุใดยาชนิดเดิมที่เคยใช้แล้วได้ผล จึงอาจไม่ได้ผลในครั้งนี้?
A:
แม้อาการจะคล้ายกับครั้งก่อน แต่สาเหตุของอาการอาจแตกต่างกันได้ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่ายาชนิดเดิมจะเหมาะสมกับทุกครั้งที่มีอาการ

Q: เชื้อดื้อยาคืออะไร?
A:
เชื้อดื้อยา คือ ภาวะที่เชื้อโรคบางชนิดตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะได้น้อยลงหรือไม่ตอบสนองต่อยาที่เคยใช้ได้ผล ส่งผลให้การรักษาอาจมีความซับซ้อนมากขึ้น

Q: ทำไมกระเพาะปัสสาวะอักเสบจึงกลับมาเป็นซ้ำได้?
A:
การเกิดซ้ำอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น การดื่มน้ำน้อย การกลั้นปัสสาวะเป็นประจำ พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือปัจจัยเฉพาะบุคคลที่จำเป็นต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติม

Q: อาการแบบใดที่ควรรีบพบแพทย์?
A:
ควรพบแพทย์หากมีอาการร่วมดังต่อไปนี้

  • มีไข้หรือหนาวสั่น
  • ปวดบริเวณสีข้าง หลัง หรือเอว
  • ปัสสาวะมีเลือดปน
  • อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเองเบื้องต้น
  • มีอาการเกิดขึ้นซ้ำบ่อย
  • อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์

การได้รับการประเมินจากแพทย์จะช่วยให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง และได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

คำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง

อาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย หรืออาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ แม้อาการที่แสดงออกจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่สาเหตุและแนวทางการดูแลรักษาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

การหลีกเลี่ยงการใช้ยาด้วยตนเองโดยไม่มีการประเมินสาเหตุที่ชัดเจน และให้ความสำคัญกับการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ ถือเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะอย่างเหมาะสม และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาซ้ำในระยะยาว

หากมีอาการผิดปกติ อาการไม่ดีขึ้นหลังการดูแลตนเองเบื้องต้น หรือมีอาการเกิดขึ้นซ้ำบ่อย ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำและการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุของอาการ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสุขภาพเบื้องต้นแก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคลได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสม

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย:
นพ.ฐานิสร์  สุขสมานพันธ์
ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ
โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ หนองแขม
เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม: ว.39623


แผนกอายุรกรรมเฉพาะทาง ทางระบบทางเดินปัสสาวะ รพ.วิชัยเวชฯ หนองแขม

02-441-6999
หรือ ติดต่อได้ผ่านช่องทางไลน์ได้ง่ายๆ  Line
หรือ สามารถตรวจเช็ค ตารางแพทย์ออกตรวจ เพื่อขอเข้ารับคำปรึกษา

Line