การตรวจหลอดเลือดแดงส่วนปลาย Ankle-Brachial Index (ABI)
คือการตรวจเปรียบเทียบความดันโลหิตตัวบนที่ข้อเท้ากับความดันโลหิตตัวบนที่แขน ใช้คัดกรองภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ หรือ Peripheral Artery Disease (PAD) โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาและเท้า
การตรวจ ABI ช่วยประเมินว่ามีเลือดไปเลี้ยงขาและเท้าลดลงหรือไม่ ซึ่งสำคัญในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุเพิ่มขึ้น สูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไตเรื้อรัง หรือมีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด การวินิจฉัย PAD อาศัยประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจ ABI โดย ABI เป็นการตรวจที่เปรียบเทียบความดันที่ข้อเท้ากับแขน และอาจต้องตรวจเพิ่มเติมตามผลที่พบ เช่น ultrasound หรือ angiography
การแปลผล ABI โดยทั่วไป
การแปลผลอาจแตกต่างเล็กน้อยตามแนวทางและห้องตรวจ แต่โดยทั่วไปใช้เกณฑ์ดังนี้
- ABI 1.00–1.40: อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ABI 0.91–0.99: ก้ำกึ่ง หรือ borderline ควรประเมินร่วมกับอาการและปัจจัยเสี่ยง
- ABI 0.90: เข้าได้กับภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ หรือ PAD
- ABI 0.41–0.90: มักเข้าได้กับ PAD ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ABI 0.00–0.40: เข้าได้กับ PAD ระดับรุนแรง
- ABI > 1.40: หลอดเลือดอาจแข็งหรือกดไม่ยุบ มักพบในผู้ป่วยเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง หรือผู้สูงอายุ ควรประเมินด้วยการตรวจอื่นเพิ่มเติม เช่น Toe-Brachial Index หรือ Doppler ultrasound
เกณฑ์ ABI 0.90 เป็นจุดตัดที่ใช้กันแพร่หลายในการวินิจฉัย PAD และแนวทางสมัยใหม่มักถือว่า ABI มากกว่า 1.40 สื่อถึงหลอดเลือดที่กดไม่ยุบหรือ non compressible artery ซึ่งต้องประเมินเพิ่มเติม
ABI ต่ำกว่าปกติ หมายถึงความดันเลือดที่ข้อเท้าต่ำกว่าที่แขนมากกว่าปกติ สะท้อนว่าเลือดไปเลี้ยงขาและเท้าลดลงจากหลอดเลือดแดงตีบหรืออุดตัน
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มหลอดเลือดแดงแข็งและตีบ เช่น มีคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงขาลดลง
- กลุ่มปัจจัยเสี่ยงหลอดเลือด เช่น สูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไตเรื้อรัง หรืออายุที่มากขึ้น
- กลุ่มประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือหลอดเลือดส่วนอื่นตีบ
- กลุ่มลิ่มเลือดหรือหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน พบได้น้อยกว่า แต่สำคัญ เพราะอาจทำให้ขาขาดเลือดเฉียบพลัน
- กลุ่มหลอดเลือดอักเสบหรือโรคหลอดเลือดอื่น ๆ เช่น vasculitis หรือโรคหลอดเลือดบางชนิด ซึ่งพบไม่บ่อย
อาการส่วนใหญ่ เช่น ปวดน่อง ปวดต้นขา หรือปวดสะโพกเวลาเดิน แล้วดีขึ้นเมื่อหยุดพัก ขาเย็นกว่าปกติ ชาปลายเท้า สีผิวขาซีดหรือคล้ำ แผลที่เท้าหายช้า เล็บหนา ผิวหนังขาเงา ขนหน้าแข้งร่วง หรือคลำชีพจรที่เท้าได้เบาลง อย่างไรก็ตาม บางรายโดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้สูงอายุอาจมี PAD แต่ไม่มีอาการชัดเจน
ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: ABI 0.91–0.99 โดยเฉพาะหากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีอาการปวดขาเวลาเดิน ควรปรับปัจจัยเสี่ยงและติดตามตามคำแนะนำของแพทย์
ระดับที่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยโรค: ABI ≤ 0.90 เข้าได้กับภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ หรือ PAD โดยอาจต้องประเมินความรุนแรง อาการ และพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น Doppler ultrasound หรือ vascular imaging ตามความเหมาะสม
ระดับที่ควรพบแพทย์: ABI ต่ำกว่า 0.90, มีอาการปวดน่องเวลาเดิน, แผลที่เท้าหายช้า, เท้าเย็นหรือสีเปลี่ยน, คลำชีพจรเท้าได้น้อย, หรือมีเบาหวาน/สูบบุหรี่/โรคไตเรื้อรังร่วมด้วย
ระดับที่ควรรีบพบแพทย์: ABI ต่ำมาก เช่น น้อยกว่า 0.40 หรือมีอาการปวดเท้าขณะพัก แผลเรื้อรัง นิ้วเท้าดำ เนื้อตาย หรือสงสัยขาขาดเลือดรุนแรง
ควรพบแพทย์ฉุกเฉินทันที หากมีอาการขาเจ็บรุนแรงเฉียบพลัน ขาซีด เย็น ชา อ่อนแรง ขยับเท้าไม่ได้ หรือคลำชีพจรที่เท้าไม่ได้ เพราะอาจเป็นภาวะหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน ซึ่งต้องรักษาเร่งด่วน
ABI สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะมากกว่า 1.40 ไม่ได้แปลว่าเลือดไปเลี้ยงขาดีเสมอไป แต่อาจเกิดจากหลอดเลือดแดงแข็งและกดไม่ยุบ ทำให้ค่าความดันที่ข้อเท้าดูสูงกว่าความจริง
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มหลอดเลือดแข็งจากแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือด พบได้ในผู้สูงอายุ
- กลุ่มเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นมานานหรือมีปลายประสาทเสื่อมร่วมด้วย
- กลุ่มโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติของแร่ธาตุและหลอดเลือด
- กลุ่มหลอดเลือดแข็งหรือเสื่อมตามโรคประจำตัวเรื้อรัง
อาการส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ หรืออาจมีอาการ PAD แฝงอยู่ เช่น ปวดขาเวลาเดิน ชาปลายเท้า แผลหายช้า หรือเท้าเย็น แต่ ABI ไม่สามารถประเมินได้แม่นยำเพราะหลอดเลือดกดไม่ยุบ
ควรพบแพทย์ หาก ABI > 1.40 โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หรือมีอาการขา/เท้าผิดปกติ เพราะอาจต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น Toe-Brachial Index, Doppler ultrasound หรือการตรวจหลอดเลือดชนิดอื่น
ABI ปกติแต่ยังมีอาการ ABI ปกติไม่ได้ตัด PAD ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะหากมีอาการปวดขาเวลาเดินชัดเจน หรือมีโรคเบาหวาน/โรคไตที่ทำให้หลอดเลือดกดไม่ยุบได้ บางรายอาจต้องตรวจ ABI หลังออกกำลังกาย หรือพิจารณาตรวจหลอดเลือดเพิ่มเติม
ควรพบแพทย์ หาก ABI ปกติแต่มีอาการปวดน่องเวลาเดินซ้ำ ๆ แผลเท้าหายช้า เท้าเย็น สีเท้าเปลี่ยน หรือคลำชีพจรเท้าได้น้อย
ใครควรพิจารณาตรวจ ABI
ควรพิจารณาตรวจ ABI ในผู้ที่มีอาการสงสัย PAD เช่น ปวดน่องหรือสะโพกเวลาเดิน แผลเท้าหายช้า เท้าเย็น สีผิวเปลี่ยน หรือชีพจรเท้าลดลง รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไตเรื้อรัง อายุสูง หรือมีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด
แนวทาง ACC/AHA ปี 2024 ระบุว่าผู้ที่มีประวัติหรือการตรวจร่างกายที่สงสัย PAD ควรได้รับการประเมินด้วย ABI เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย PAD
คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อ ABI ผิดปกติ
หาก ABI ผิดปกติ ควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือดอย่างจริงจัง ได้แก่ งดสูบบุหรี่ ควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิต และไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่เหมาะสม ลดไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ อาหารหวาน และอาหารแปรรูป
ควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการเดินแบบมีการวางแผนและค่อย ๆ เพิ่มระยะทางในผู้ที่แพทย์ประเมินแล้วว่าปลอดภัย การเดินเป็นประจำช่วยเพิ่มความทนต่อการเดินและลดอาการปวดขาจาก PAD ได้ แต่หากมีปวดขาขณะพัก แผลเท้า นิ้วเท้าดำ หรืออาการขาขาดเลือดรุนแรง ไม่ควรเริ่มออกกำลังกายเอง ควรพบแพทย์ก่อน
ควรดูแลเท้าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มี ABI ผิดปกติ ควรตรวจดูแผลที่เท้าทุกวัน หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า ตัดเล็บอย่างระมัดระวัง เลือกรองเท้าที่พอดี และรีบพบแพทย์หากมีแผล เท้าแดง บวม ร้อน เจ็บ หรือแผลไม่หาย
ไม่ควรซื้อยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาสมุนไพรเพื่อรักษาหลอดเลือดเอง เพราะการใช้ยาต้องพิจารณาตามความเสี่ยง เลือดออก โรคร่วม และดุลยพินิจแพทย์