ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร Fasting Blood Sugar (FBS) / Fasting Plasma Glucose (FPG)

ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร Fasting Blood Sugar (FBS) / Fasting Plasma Glucose (FPG)

FBS หรือ FPG คือการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง โดยดื่มน้ำเปล่าได้ ใช้เพื่อคัดกรองภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ภาวะก่อนเบาหวาน และโรคเบาหวาน รวมถึงใช้ติดตามการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือเป็นเบาหวานอยู่แล้ว

การแปลผลโดยทั่วไป

โดยทั่วไปใช้เกณฑ์ดังนี้

  • น้อยกว่า 100 mg/dL: อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • 100–125 mg/dL: เข้าได้กับภาวะก่อนเบาหวาน หรือ impaired fasting glucose
  • ตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไป: เข้าเกณฑ์เบาหวาน หากตรวจยืนยันซ้ำอีกครั้งหรือมีอาการชัดเจนร่วมด้วย
  • ต่ำกว่า 70 mg/dL: ถือว่าระดับน้ำตาลต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะหากมีอาการร่วมด้วย

การวินิจฉัยเบาหวานโดยใช้ FPG ต้องมีค่า ตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไป และควรตรวจยืนยันซ้ำในอีกวันหนึ่ง หากไม่มีอาการน้ำตาลสูงชัดเจนหรือภาวะฉุกเฉินจากน้ำตาลสูง

FBS/FPG ต่ำกว่าปกติ  หมายถึงระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยทั่วไปมักให้ความสำคัญเมื่อค่าน้อยกว่า 70 mg/dL หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยสาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น

  • กลุ่มยาและการรักษาเบาหวาน เช่น ใช้อินซูลินหรือยาลดน้ำตาลบางชนิดมากเกินไป รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือรับประทานอาหารน้อยกว่าปกติ
  • กลุ่มพฤติกรรมและโภชนาการ เช่น อดอาหารนาน ดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ได้รับประทานอาหาร ออกกำลังกายหนักกว่าปกติ
  • กลุ่มโรคหรือภาวะเจ็บป่วย เช่น โรคตับ โรคไต ภาวะติดเชื้อรุนแรง ภาวะฮอร์โมนบางชนิดผิดปกติ หรือภาวะร่างกายอ่อนแรงจากโรครุนแรง
  • กลุ่มอื่น ๆ เช่น หลังผ่าตัดกระเพาะอาหารบางชนิด หรือเนื้องอกบางชนิดที่สร้างอินซูลินมากผิดปกติ ซึ่งพบได้น้อย

อาการส่วนใหญ่ เช่น ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออก หิวมาก เวียนศีรษะ หน้ามืด อ่อนเพลีย สับสน พูดไม่ชัด พฤติกรรมเปลี่ยน และหากต่ำมากอาจชักหรือหมดสติได้

ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: ค่าน้อยกว่า 70 mg/dL ควรหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากมีอาการหรือเกิดซ้ำ
ควรพบแพทย์: หากน้ำตาลต่ำซ้ำ ๆ, มีโรคเบาหวานและใช้ยาอยู่, มีอาการหมดสติ ชัก สับสน หรือไม่สามารถรับประทานอาหารได้
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน: หากมีอาการซึมมาก หมดสติ ชัก หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับน้ำตาล

หากรู้สึกตัวดีและกลืนได้ สามารถแก้ไขเบื้องต้นโดยรับประทานน้ำตาลที่ดูดซึมเร็ว เช่น น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือลูกอม แล้วติดตามอาการ หลังจากนั้นควรรับประทานอาหารมื้อหลักหรืออาหารว่างเพื่อป้องกันน้ำตาลตกซ้ำ

FBS/FPG สูงกว่าปกติ  FBS/FPG สูงกว่าปกติ หมายถึงระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารสูงเกินเกณฑ์ อาจพบได้ตั้งแต่ภาวะก่อนเบาหวานจนถึงโรคเบาหวาน

สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น

  • กลุ่มภาวะดื้อต่ออินซูลิน เช่น น้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง ขาดการออกกำลังกาย รับประทานแป้ง น้ำตาล หรือเครื่องดื่มหวานมากเกินไป
  • กลุ่มโรคเบาหวาน เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งพบได้บ่อย หรือเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขาดอินซูลิน
  • กลุ่มโรคและฮอร์โมน เช่น ภาวะเครียดจากการเจ็บป่วย การติดเชื้อ โรคต่อมไร้ท่อบางชนิด หรือภาวะตั้งครรภ์
  • กลุ่มยา เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะบางชนิด หรือยาบางกลุ่มที่ทำให้น้ำตาลสูง
  • กลุ่มพันธุกรรมและประวัติครอบครัว เช่น มีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน หรือเคยมีเบาหวานขณะตั้งครรภ์

อาการส่วนใหญ่ เช่น ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน กระหายน้ำบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลีย ตามัว แผลหายช้า คันหรือติดเชื้อง่าย เช่น เชื้อราที่ผิวหนังหรืออวัยวะเพศ อย่างไรก็ตาม ระยะก่อนเบาหวานหรือเบาหวานระยะแรกอาจไม่มีอาการเลย

ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: FBS/FPG 100–125 mg/dL จัดเป็นภาวะก่อนเบาหวาน ควรปรับพฤติกรรม ควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำตาลและแป้งขัดสี เพิ่มการออกกำลังกาย และตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์

ระดับที่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยโรค: FBS/FPG ตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไป เข้าเกณฑ์เบาหวาน หากยืนยันด้วยการตรวจซ้ำ หรือมีผลตรวจอื่นสนับสนุน เช่น HbA1c หรือ OGTT ตามเกณฑ์การวินิจฉัย

ควรพบแพทย์: หาก FBS/FPG ตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไป, ค่า 100–125 mg/dL ซ้ำหลายครั้ง, มีอาการน้ำตาลสูง, มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน หรือเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน: หากน้ำตาลสูงร่วมกับอาการซึม สับสน หายใจหอบลึก คลื่นไส้อาเจียนมาก ปวดท้องมาก ขาดน้ำมาก อ่อนเพลียรุนแรง หรือมีอาการติดเชื้อรุนแรง

คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อ FBS/FPG สูง

  • หากค่าสูงกว่าปกติ ควรเน้นการปรับพฤติกรรม ได้แก่ ลดเครื่องดื่มหวาน ขนมหวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ชานม กาแฟใส่น้ำตาล และลดปริมาณแป้งขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว และเบเกอรี่
  • ควรเลือกอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ และควบคุมปริมาณอาหารต่อมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วหรือกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลาง รวมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักประมาณ 5–10% ของน้ำหนักตัวเดิมจะช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานและช่วยควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น
  • ควรตรวจติดตามเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น HbA1c เพื่อดูค่าเฉลี่ยน้ำตาลย้อนหลังประมาณ 2–3 เดือน หรือพิจารณาตรวจซ้ำ FPG/OGTT ในรายที่ผลก้ำกึ่งหรือมีความเสี่ยงสูง
Line