การตรวจการอักเสบในร่างกาย (hs-CRP และ ESR)

การตรวจการอักเสบในร่างกาย (hs-CRP และ ESR)

hs-CRP และ ESR เป็นการตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะอักเสบในร่างกาย ใช้ช่วยคัดกรอง ติดตามโรค หรือประเมินความรุนแรงของการอักเสบจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ โรคข้ออักเสบ โรคหลอดเลือด การบาดเจ็บ หรือโรคเรื้อรังบางชนิด

ผลตรวจทั้งสองชนิด ไม่สามารถวินิจฉัยโรคใดโรคหนึ่งได้จากค่าเดียว ต้องแปลผลร่วมกับอาการ ตรวจร่างกาย ประวัติสุขภาพ และผลตรวจอื่น ๆ เช่น CBC, Liver function, Kidney function, Urinalysis, ANA, RF หรือ imaging ตามความเหมาะสม โดย CRP เป็นตัวบ่งชี้การอักเสบที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่า ESR ส่วน ESR เป็นตัวบ่งชี้ทางอ้อมที่มักเปลี่ยนช้ากว่าและอาจได้รับผลจากอายุ เพศ ภาวะซีด การตั้งครรภ์ และโปรตีนในเลือด

1. High-sensitivity C-reactive Protein (hs-CRP) คือการตรวจ C-reactive protein ด้วยวิธีที่ไวกว่า CRP ทั่วไป สามารถวัดระดับ CRP ต่ำ ๆ ได้ละเอียดกว่า จึงมักใช้ประเมินการอักเสบระดับต่ำในร่างกาย และใช้ร่วมกับการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในบางกรณี

CRP เป็นโปรตีนที่สร้างจากตับและเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายมีการอักเสบ การติดเชื้อ การบาดเจ็บ หรือโรคเรื้อรังบางชนิด โดยค่า CRP ไม่ได้บอกตำแหน่งหรือสาเหตุของการอักเสบโดยตรง

การแปลผล hs-CRP โดยทั่วไป

ในการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด มักใช้เกณฑ์โดยประมาณดังนี้

  • น้อยกว่า 1 mg/L: ความเสี่ยงต่ำ
  • 1–3 mg/L: ความเสี่ยงปานกลาง
  • มากกว่า 3 mg/L: ความเสี่ยงสูงขึ้น
  • มากกว่า 10 mg/L: มักบ่งชี้ว่ามีการอักเสบหรือการติดเชื้อชัดเจน ควรประเมินหาสาเหตุ และไม่ควรใช้ค่านี้เพียงอย่างเดียวเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ

บางแหล่งใช้จุดตัด hs-CRP ตั้งแต่ 2 mg/L ขึ้นไป เป็นระดับที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจสูงขึ้นในบางบริบท แต่ต้องประเมินร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น อายุ ความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือด การสูบบุหรี่ และประวัติครอบครัว

hs-CRP สูงกว่าปกติ หมายถึงมีการอักเสบในร่างกายหรือมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ แต่ไม่ได้ระบุโรคเฉพาะเจาะจง

สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น

  • กลุ่มการติดเชื้อ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฝี หนอง หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย/ไวรัสอื่น ๆ
  • กลุ่มโรคอักเสบและภูมิคุ้มกัน เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือหลอดเลือดอักเสบ
  • กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดอักเสบเรื้อรัง ความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจสูง หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในบางกรณี
  • กลุ่มเมตาบอลิกและพฤติกรรม เช่น อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ นอนน้อย ความเครียดเรื้อรัง หรือขาดการออกกำลังกาย
  • กลุ่มการบาดเจ็บและเนื้อเยื่อถูกทำลาย เช่น หลังผ่าตัด อุบัติเหตุ แผลอักเสบ แผลไฟไหม้ หรือกล้ามเนื้ออักเสบ
  • กลุ่มโรคอื่น ๆ เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคตับบางชนิด หรือมะเร็งบางชนิด

อาการส่วนใหญ่ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ปวดข้อ ข้อบวม เจ็บคอ ไอ ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้อง ท้องเสีย แผลบวมแดงร้อน เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้บางรายที่ hs-CRP สูงเล็กน้อยอาจไม่มีอาการ
ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: hs-CRP สูงเล็กน้อย เช่น 1–3 mg/L โดยไม่มีอาการ อาจติดตามซ้ำและประเมินปัจจัยเสี่ยง เช่น น้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือด
ระดับที่ควรพบแพทย์: hs-CRP มากกว่า 3 mg/L ต่อเนื่อง หรือสูงร่วมกับอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ปวดข้อ น้ำหนักลด เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยผิดปกติ
ระดับที่ควรประเมินหาสาเหตุชัดเจน: hs-CRP มากกว่า 10 mg/L เพราะมักสัมพันธ์กับการอักเสบหรือติดเชื้อที่ชัดเจน ควรพิจารณาตรวจซ้ำหลังหายป่วยหรือประเมินเพิ่มเติมตามอาการ

hs-CRP ต่ำหรืออยู่ในเกณฑ์ปกติ

hs-CRP ต่ำหรืออยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยทั่วไปหมายถึงไม่พบหลักฐานของการอักเสบชัดเจนในช่วงเวลาที่ตรวจ หรือมีความเสี่ยงการอักเสบระดับต่ำค่อนข้างน้อยในบริบทของโรคหัวใจและหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม hs-CRP ปกติ ไม่ได้แปลว่าไม่มีโรคเสมอไป เพราะบางโรคอาจไม่ทำให้ค่า CRP สูงมาก หรือค่าอาจเปลี่ยนตามระยะของโรคและช่วงเวลาที่ตรวจ

ควรพบแพทย์ หากมีอาการผิดปกติชัดเจนแม้ hs-CRP ปกติ เช่น ไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด ปวดข้อเรื้อรัง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หรือมีอาการติดเชื้อเฉพาะที่

2. Erythrocyte Sedimentation Rate (ESR) คือการวัดอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงในหลอดทดลองภายใน 1 ชั่วโมง ใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางอ้อมของการอักเสบในร่างกาย หากมีโปรตีนจากการอักเสบเพิ่มขึ้น เม็ดเลือดแดงจะตกตะกอนได้เร็วขึ้น ทำให้ค่า ESR สูงขึ้น

ESR ใช้ช่วยประเมินและติดตามโรคอักเสบหลายชนิด เช่น โรคข้ออักเสบ โรคแพ้ภูมิตัวเอง การติดเชื้อเรื้อรัง หรือมะเร็งบางชนิด แต่ค่า ESR ไม่ได้บอกตำแหน่งหรือสาเหตุของการอักเสบโดยตรง

การแปลผล ESR โดยทั่วไป

ค่าปกติของ ESR แตกต่างกันตามอายุ เพศ และห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไปผู้สูงอายุและผู้หญิงอาจมีค่า ESR สูงกว่าคนหนุ่มสาวได้เล็กน้อย แม้ไม่มีโรครุนแรง

โดยทั่วไปอาจแปลผลแบบกว้าง ๆ ได้ดังนี้

  • ESR ปกติ: ไม่พบหลักฐานการอักเสบชัดเจนจากการตรวจนี้
  • ESR สูงเล็กน้อย: อาจพบจากการอักเสบเล็กน้อย ภาวะซีด อายุที่มากขึ้น ตั้งครรภ์ หรือโรคเรื้อรังบางชนิด
  • ESR สูงปานกลางถึงสูงมาก: ควรประเมินร่วมกับอาการและตรวจหาสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ โรคข้ออักเสบ หรือมะเร็งบางชนิด

ESR สูงกว่าปกติ หมายถึงมีแนวโน้มของการอักเสบหรือมีปัจจัยที่ทำให้เม็ดเลือดแดงตกตะกอนเร็วขึ้น แต่ไม่สามารถระบุโรคจากค่าเดียวได้

สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น

  • กลุ่มการติดเชื้อ เช่น วัณโรค การติดเชื้อเรื้อรัง ฝี หนอง กระดูกอักเสบ หรือการติดเชื้อในระบบต่าง ๆ
  • กลุ่มโรคข้อและภูมิคุ้มกัน เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เอสแอลอี หลอดเลือดอักเสบ polymyalgia rheumatica หรือ temporal arteritis
  • กลุ่มโรคเลือดและโปรตีนในเลือดผิดปกติ เช่น โลหิตจาง หรือโรคที่มีโปรตีนบางชนิดในเลือดสูง
  • กลุ่มโรคเรื้อรังและมะเร็งบางชนิด เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคอักเสบเรื้อรัง หรือมะเร็งบางชนิด
  • กลุ่มภาวะที่ไม่ใช่โรครุนแรงเสมอไป เช่น อายุที่มากขึ้น การตั้งครรภ์ หรือภาวะซีด

อาการส่วนใหญ่ เช่น ไข้ต่ำ ๆ หรือไข้เรื้อรัง อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ปวดข้อ ข้อบวม ข้อติดตอนเช้า ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ปวดศีรษะผิดปกติ ตามัว เจ็บบริเวณขมับ ไอเรื้อรัง หรืออาการเฉพาะตามระบบที่อักเสบหรือติดเชื้อ

ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: ESR สูงเล็กน้อยแต่ไม่มีอาการ อาจตรวจซ้ำและประเมินร่วมกับ CBC, CRP และประวัติสุขภาพ
ระดับที่ควรพบแพทย์: ESR สูงต่อเนื่อง สูงร่วมกับ hs-CRP สูง หรือมีอาการ เช่น ไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด ปวดข้อ ข้อบวม อ่อนเพลียมาก หรือไอเรื้อรัง
ระดับที่ควรประเมินจริงจัง: ESR สูงมาก โดยเฉพาะมากกว่า 100 mm/hr มักสัมพันธ์กับโรคสำคัญ เช่น การติดเชื้อรุนแรง โรคภูมิคุ้มกัน/หลอดเลือดอักเสบ หรือมะเร็งบางชนิด ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

ESR ต่ำกว่าปกติ

ESR ต่ำมักไม่ใช่ปัญหาที่พบบ่อยในการตรวจสุขภาพ และส่วนใหญ่ไม่มีความหมายทางคลินิกมากนัก แต่บางกรณีอาจสัมพันธ์กับภาวะเลือดข้น เม็ดเลือดแดงผิดรูป เม็ดเลือดแดงสูงมาก หรือโปรตีนในเลือดบางชนิดต่ำ

อาการส่วนใหญ่มักไม่มีอาการจาก ESR ต่ำโดยตรง หากมีอาการมักเกิดจากโรคพื้นฐาน เช่น เลือดข้น ปวดศีรษะ มึนงง หน้าแดง คันตามตัว หรือมีความเสี่ยงลิ่มเลือดในบางราย

ควรพบแพทย์ หาก ESR ต่ำร่วมกับ Hb/Hct สูงผิดปกติ เม็ดเลือดแดงผิดปกติ หรือมีอาการเลือดข้น เช่น ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว หน้าแดง หรืออาการสงสัยลิ่มเลือดอุดตัน

การแปลผล hs-CRP และ ESR ร่วมกัน

  • หาก hs-CRP สูง แต่ ESR ปกติ อาจพบในภาวะอักเสบหรือติดเชื้อระยะต้น เพราะ CRP มักเปลี่ยนเร็วกว่า ESR
  • หาก ESR สูง แต่ hs-CRP ปกติหรือสูงไม่มาก อาจพบในโรคอักเสบเรื้อรังบางชนิด ภาวะซีด อายุที่มากขึ้น ตั้งครรภ์ หรือภาวะที่มีโปรตีนในเลือดผิดปกติ
  • หาก ทั้ง hs-CRP และ ESR สูง ควรพิจารณาว่ามีการอักเสบหรือติดเชื้อที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากมีอาการร่วม เช่น ไข้ ปวดข้อ น้ำหนักลด อ่อนเพลียมาก ไอเรื้อรัง ปัสสาวะแสบขัด หรือแผลอักเสบ
  • หาก ทั้ง hs-CRP และ ESR ปกติ โอกาสมีการอักเสบรุนแรงในขณะตรวจจะลดลง แต่ไม่ได้ตัดโรคได้ทั้งหมด หากยังมีอาการผิดปกติควรประเมินต่อ

คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อ hs-CRP หรือ ESR สูง

หากค่าสูงเล็กน้อยและไม่มีอาการ ควรทบทวนปัจจัยที่อาจทำให้ค่าสูงชั่วคราว เช่น เพิ่งเป็นหวัด ติดเชื้อ ออกกำลังกายหนัก บาดเจ็บ ผ่าตัด ทำฟัน หรือมีแผลอักเสบ และอาจตรวจซ้ำเมื่ออาการหายหรือหลังพักฟื้นตามความเหมาะสม

ควรดูแลสุขภาพเพื่อลดการอักเสบเรื้อรัง เช่น ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ ลดอาหารหวานและอาหารแปรรูป รับประทานผัก ผลไม้ไม่หวานจัด ธัญพืชไม่ขัดสี ปลาและโปรตีนไขมันต่ำ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนให้เพียงพอ และควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคไต

ควรปรึกษาแพทย์หากค่าสูงต่อเนื่อง ไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการร่วม เช่น ไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด ปวดข้อ ข้อบวม ข้อติดตอนเช้า เหนื่อยง่ายผิดปกติ เจ็บหน้าอก ไอเรื้อรัง ปัสสาวะแสบขัด แผลบวมแดงร้อน หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรง/ตามัวในผู้สูงอายุ

Line