การทำงานของไต (BUN, Creatinine และ eGFR)
เป็นการตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไต ใช้คัดกรองภาวะไตเสื่อม ไตวายเฉียบพลัน ไตเรื้อรัง ภาวะขาดน้ำ และใช้ติดตามโรคหรือยาที่อาจมีผลต่อไตโดยทั่วไป Creatinine และ eGFR มีความสำคัญมากในการประเมินการกรองของไต ส่วน BUN เป็นค่าของเสียจากการสลายโปรตีนที่ช่วยประเมินร่วมกับภาวะขาดน้ำ อาหารโปรตีนสูง เลือดออกในทางเดินอาหาร และการทำงานของไต ค่า Creatinine ที่สูงอาจเป็นสัญญาณของไตบาดเจ็บเฉียบพลันหรือโรคไตเรื้อรัง ส่วน eGFR เป็นค่าประมาณการทำงานของไตที่คำนวณจาก Creatinine ร่วมกับข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นตัวชี้วัดสำคัญของโรคไตเรื้อรัง
1. Blood Urea Nitrogen (BUN) คือค่าปริมาณไนโตรเจนจากยูเรียในเลือด ยูเรียเกิดจากการสลายโปรตีนที่ตับ และถูกขับออกทางไต ใช้ช่วยประเมินการทำงานของไต ภาวะขาดน้ำ ปริมาณโปรตีนที่รับประทาน และภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร
ค่าปกติของ BUN อาจแตกต่างกันตามห้องปฏิบัติการ โดยมักอยู่ประมาณ 7–20 mg/dL แต่ควรยึดค่าอ้างอิงของห้องแล็บเป็นหลัก
BUN สูงกว่าปกติ หมายถึงมีระดับยูเรียในเลือดสูงกว่าปกติ อาจเกิดจากไตขับของเสียลดลง หรือมีการสร้างยูเรียมากขึ้นจากสาเหตุอื่น
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มภาวะขาดน้ำหรือเลือดไปเลี้ยงไตลดลง เช่น ดื่มน้ำน้อย ท้องเสีย อาเจียน เสียเหงื่อมาก ใช้ยาขับปัสสาวะ หัวใจล้มเหลว หรือความดันต่ำ
- กลุ่มโรคไต เช่น ไตวายเฉียบพลัน ไตเรื้อรัง กรวยไตอักเสบ หรือภาวะไตได้รับผลจากยา
- กลุ่มอาหารและการสลายโปรตีน เช่น รับประทานโปรตีนสูง มีไข้สูง ร่างกายสลายกล้ามเนื้อ หรือหลังบาดเจ็บรุนแรง
- กลุ่มเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น ถ่ายดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือมีแผลในกระเพาะอาหาร
- กลุ่มยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์ หรือยาบางชนิดที่มีผลต่อไต
อาการส่วนใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปัสสาวะน้อย บวม เหนื่อยง่าย คันตามตัว หรือในกรณีขาดน้ำอาจมีปากแห้ง กระหายน้ำ เวียนศีรษะ ปัสสาวะสีเข้ม
ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: BUN สูงเล็กน้อยและ Creatinine/eGFR ยังปกติ อาจเกิดจากขาดน้ำชั่วคราว อาหารโปรตีนสูง หรือเพิ่งออกกำลังกายหนัก ควรดื่มน้ำให้เหมาะสมและพิจารณาตรวจซ้ำ
ควรพบแพทย์: หาก BUN สูงร่วมกับ Creatinine สูง, eGFR ต่ำ, ปัสสาวะผิดปกติ, บวม, ความดันสูง, หรือค่า BUN สูงต่อเนื่อง
ควรรีบพบแพทย์: หากมีปัสสาวะน้อยมาก บวมมาก หอบเหนื่อย ซึม สับสน คลื่นไส้อาเจียนมาก หรือสงสัยเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น ถ่ายดำหรืออาเจียนเป็นเลือด
BUN ต่ำกว่าปกติ มักพบได้น้อยกว่า และโดยมากไม่ใช่ภาวะอันตรายหากไม่มีอาการหรือผลตรวจอื่นผิดปกติ
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มอาหาร เช่น รับประทานโปรตีนน้อยมาก ภาวะทุพโภชนาการ
- กลุ่มตับ เช่น โรคตับรุนแรง ทำให้สร้างยูเรียลดลง
- กลุ่มน้ำเกิน เช่น ดื่มน้ำมากเกินไป หรือได้รับสารน้ำมาก
- กลุ่มตั้งครรภ์ อาจมี BUN ต่ำลงได้จากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา
อาการส่วนใหญ่มักไม่มีอาการจาก BUN ต่ำโดยตรง หากมีอาการมักเกิดจากสาเหตุพื้นฐาน เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เบื่ออาหาร บวม หรืออาการของโรคตับ
ควรพบแพทย์ หาก BUN ต่ำมากร่วมกับอาการผิดปกติ ภาวะขาดสารอาหาร น้ำหนักลด บวม ตัวเหลืองตาเหลือง หรือผลตรวจตับผิดปกติ
2. Serum Creatinine (Creatinine,Cr) คือของเสียที่เกิดจากการสลายของกล้ามเนื้อในร่างกาย ไตทำหน้าที่กรองและขับ Creatinine ออกทางปัสสาวะ จึงใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของการทำงานของไต ค่า Creatinine ขึ้นกับมวลกล้ามเนื้อ อายุ เพศ อาหาร ยา และภาวะขาดน้ำ คนที่มีกล้ามเนื้อมากอาจมี Creatinine สูงกว่าคนทั่วไปได้เล็กน้อย ส่วนผู้สูงอายุหรือคนมีกล้ามเนื้อน้อยอาจมี Creatinine ดูไม่สูงมาก แม้การทำงานของไตลดลง ดังนั้นควรดู eGFR ร่วมด้วยเสมอ
Creatinine สูงกว่าปกติ หมายถึงไตอาจกรองของเสียได้ลดลง หรือมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ค่าเพิ่มขึ้นชั่วคราว
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มโรคไต เช่น ไตวายเฉียบพลัน ไตเรื้อรัง ไตอักเสบ เบาหวานลงไต ความดันโลหิตสูงทำลายไต หรือโรคถุงน้ำในไต
- กลุ่มเลือดไปเลี้ยงไตลดลง เช่น ขาดน้ำมาก ท้องเสีย อาเจียน เสียเลือด หัวใจล้มเหลว หรือความดันต่ำ
- กลุ่มทางเดินปัสสาวะอุดตัน เช่น นิ่ว ท่อไตอุดตัน ต่อมลูกหมากโต หรือปัสสาวะคั่ง
- กลุ่มยาและสารที่มีผลต่อไต เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยาบางชนิด ยาชุด สมุนไพร อาหารเสริม หรือสารทึบรังสี
- กลุ่มกล้ามเนื้อและอาหาร เช่น กล้ามเนื้อสลายรุนแรง ออกกำลังกายหนักมาก รับประทานเนื้อสัตว์มากก่อนตรวจ หรือมีกล้ามเนื้อมาก
อาการส่วนใหญ่ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะเป็นฟอง บวมที่หน้า ตา ขา หรือเท้า เหนื่อยง่าย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร คันตามตัว ความดันสูง หรือปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีเลือดปน ปวดเอว ปัสสาวะแสบขัด ทั้งนี้โรคไตระยะแรกอาจไม่มีอาการ
ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: Creatinine สูงเล็กน้อย ควรดูร่วมกับ eGFR, ผลปัสสาวะ, ยาที่ใช้, ภาวะขาดน้ำ และค่าเดิมของผู้ป่วย
ควรพบแพทย์: หาก Creatinine สูงกว่าค่าอ้างอิง, เพิ่มขึ้นจากเดิม, สูงร่วมกับ eGFR ต่ำ, มีโปรตีนหรือเลือดในปัสสาวะ, มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือใช้ยาที่อาจมีผลต่อไต
ควรรีบพบแพทย์: หาก Creatinine เพิ่มขึ้นเร็ว ปัสสาวะน้อยมาก บวมมาก หอบเหนื่อย ซึม สับสน คลื่นไส้อาเจียนมาก เจ็บแน่นหน้าอก หรือสงสัยไตวายเฉียบพลัน
Creatinine ต่ำกว่าปกติ
Creatinine ต่ำมักสะท้อนมวลกล้ามเนื้อน้อยมากกว่าปัญหาไตโดยตรง
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มมวลกล้ามเนื้อน้อย เช่น ผู้สูงอายุ ผอมมาก ขาดสารอาหาร นอนติดเตียง หรือกล้ามเนื้อลีบ
- กลุ่มตั้งครรภ์ อาจมี Creatinine ต่ำลงจากการกรองของไตที่เพิ่มขึ้น
- กลุ่มโรคตับรุนแรง หรือภาวะโภชนาการไม่ดี
- กลุ่มน้ำเกิน ทำให้ค่าดูเจือจางลงได้
อาการส่วนใหญ่มักไม่มีอาการจาก Creatinine ต่ำโดยตรง หากมีอาการมักเกิดจากสาเหตุพื้นฐาน เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรืออ่อนเพลีย
ควรพบแพทย์ หาก Creatinine ต่ำร่วมกับน้ำหนักลดมาก กล้ามเนื้อลีบ ภาวะขาดสารอาหาร โรคตับ หรืออ่อนแรงผิดปกติ
3. Estimated Glomerular Filtration Rate (eGFR) คือค่าประมาณอัตราการกรองของไต คำนวณจาก Creatinine ร่วมกับอายุและเพศ ใช้ประเมินสมรรถภาพการกรองของไตได้ดีกว่าการดู Creatinine เพียงอย่างเดียว และเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักของโรคไตเรื้อรัง การคัดกรองโรคไตเรื้อรังควรดูทั้ง eGFR และ ปัสสาวะอัลบูมินหรือโปรตีนรั่ว เพราะสองค่านี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของโรคไตเรื้อรัง ไม่ควรดู eGFR อย่างเดียว
การแปลผล eGFR โดยทั่วไป
- eGFR ≥ 90 mL/min/1.73 m²: การกรองอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือสูง แต่หากมีโปรตีนรั่วหรือปัสสาวะผิดปกติ ยังอาจมีโรคไตได้
- eGFR 60–89: ลดลงเล็กน้อย ต้องดูร่วมกับอายุและหลักฐานไตเสียหาย เช่น โปรตีนรั่วหรือปัสสาวะผิดปกติ
- eGFR 45–59: ไตลดลงระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- eGFR 30–44: ไตลดลงระดับปานกลางถึงมาก
- eGFR 15–29: ไตลดลงมาก ควรติดตามใกล้ชิด
- eGFR < 15: ไตวายระยะรุนแรง ต้องประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง
โดยทั่วไปโรคไตเรื้อรังจะพิจารณาเมื่อมี eGFR ต่ำกว่า 60 mL/min/1.73 m² หรือมีหลักฐานไตเสียหาย เช่น โปรตีนรั่วในปัสสาวะ เป็นเวลานานอย่างน้อย 3 เดือน
eGFR ต่ำกว่าปกติ หมายถึงความสามารถในการกรองของไตลดลง
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือโรคเก๊าท์
- กลุ่มไตอักเสบหรือไตเสียหายโดยตรง เช่น ไตอักเสบจากภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อ หรือโรคถุงน้ำในไต
- กลุ่มทางเดินปัสสาวะอุดตัน เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต หรือเนื้องอกกดทับ
- กลุ่มยาและสารพิษต่อไต เช่น NSAIDs ยาชุด สมุนไพร อาหารเสริมบางชนิด หรือสารทึบรังสี
- กลุ่มภาวะเฉียบพลัน เช่น ขาดน้ำรุนแรง ติดเชื้อรุนแรง ความดันต่ำ หรือหัวใจล้มเหลว
อาการส่วนใหญ่ในระยะแรกมักไม่มีอาการ เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะเป็นฟอง บวม เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ คันตามตัว ความดันโลหิตสูง ซีด หรือปัสสาวะน้อยลง
ระดับที่ควรเฝ้าระวัง: eGFR 60–89 หากมีโปรตีนรั่ว ปัสสาวะผิดปกติ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือค่าแย่ลงจากเดิม ควรติดตาม
ควรพบแพทย์: eGFR ต่ำกว่า 60 ต่อเนื่อง, มีโปรตีนรั่วหรือเลือดในปัสสาวะ, Creatinine สูงขึ้น, ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก หรือมีโรคร่วมที่เสี่ยงต่อไต
ควรพบแพทย์เฉพาะทางหรือประเมินใกล้ชิด: eGFR ต่ำกว่า 30, ลดลงเร็ว, มีโพแทสเซียมสูง เลือดเป็นกรด ซีดจากไต บวมมาก หรือปัสสาวะผิดปกติชัดเจน
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน: หากปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะ บวมมาก หอบเหนื่อย ซึม สับสน เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรืออ่อนแรงมากผิดปกติ
คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อค่าไตผิดปกติ
หาก BUN หรือ Creatinine สูงเล็กน้อย ควรทบทวนภาวะที่ทำให้ค่าสูงชั่วคราว เช่น ดื่มน้ำน้อย ท้องเสีย อาเจียน ออกกำลังกายหนัก รับประทานโปรตีนมาก หรือใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs แล้วพิจารณาตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์
ควรดื่มน้ำให้เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคไตควรปรึกษาแพทย์เรื่องปริมาณน้ำที่เหมาะสม ควรลดเค็ม ลดอาหารโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมักดอง ขนมขบเคี้ยว และน้ำจิ้มต่าง ๆ
ควรควบคุมโรคประจำตัวที่ทำลายไต เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเก๊าท์ หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยาชุด สมุนไพร และอาหารเสริมที่ไม่ทราบส่วนประกอบ
ควรตรวจปัสสาวะร่วมด้วย เช่น Urinalysis และ urine albumin-to-creatinine ratio ในผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อดูโปรตีนรั่วหรือเลือดในปัสสาวะ เพราะโรคไตบางชนิดอาจมี Creatinine ยังไม่สูงมากในระยะแรก แต่มีความผิดปกติในปัสสาวะได้