การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ EKG / ECG / Electrocardiogram
คือการตรวจบันทึกสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจผ่านแผ่นนำไฟฟ้าที่ติดบนผิวหนังบริเวณหน้าอก แขน และขา ใช้ประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจ การนำไฟฟ้าในหัวใจ และร่องรอยบางอย่างที่อาจสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายเก่า หัวใจโต หรือผลจากเกลือแร่และยาบางชนิด
EKG เป็นการตรวจที่รวดเร็ว ไม่เจ็บ และไม่มีการใช้รังสี แต่เป็นการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น หากอาการเป็น ๆ หาย ๆ เช่น ใจสั่น วูบ หรือเจ็บหน้าอกเป็นบางช่วง ผล EKG ขณะไม่มีอาการอาจปกติได้ และอาจต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น Holter monitor, event monitor, exercise stress test, Echocardiogram หรือการตรวจเลือดหัวใจตามความเหมาะสม
EKG ใช้ช่วยวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวายเก่า/ใหม่ และช่วยประเมินสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกหรือใจสั่นได้ แต่ต้องแปลผลร่วมกับอาการและการตรวจอื่นเสมอ
ผล EKG ปกติ หมายถึงในช่วงเวลาที่ตรวจ ไม่พบความผิดปกติชัดเจนของจังหวะไฟฟ้าหัวใจ อัตราการเต้น การนำไฟฟ้า หรือคลื่นไฟฟ้าที่บ่งชี้ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ผล EKG ปกติไม่ได้ตัดโรคหัวใจทั้งหมด โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบระยะแรก ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดเป็นครั้งคราว หรือโรคหัวใจโครงสร้างบางชนิด
ควรเฝ้าระวัง หากไม่มีอาการและตรวจสุขภาพตามปกติ
ควรพบแพทย์ แม้ EKG ปกติ หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น วูบ หน้ามืด เป็นลม หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัย
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน หากมีเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง เหงื่อแตก หายใจเหนื่อย เจ็บร้าวไปแขน คอ กราม หรือหลัง หน้ามืด เป็นลม หรือสงสัยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
1. หัวใจเต้นเร็ว Sinus Tachycardia
คือภาวะหัวใจเต้นเร็ว โดยทั่วไปมักหมายถึงอัตราการเต้นหัวใจมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที โดยจังหวะยังมาจากจุดกำเนิดไฟฟ้าปกติของหัวใจ
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มภาวะชั่วคราวหรือร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ออกกำลังกาย ตื่นเต้น เครียด กังวล ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง
- กลุ่มเจ็บป่วยหรือขาดน้ำ เช่น ไข้ ติดเชื้อ ท้องเสีย อาเจียน เสียเลือด หรือขาดน้ำ
- กลุ่มโรคหรือภาวะทางกาย เช่น โลหิตจาง ไทรอยด์เป็นพิษ หัวใจล้มเหลว โรคปอด หรือภาวะขาดออกซิเจน
- กลุ่มยาและสารกระตุ้น เช่น ยาขยายหลอดลม ยาลดน้ำมูกบางชนิด นิโคติน แอลกอฮอล์ หรือสารเสพติดบางชนิด
อาการส่วนใหญ่ เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ มือสั่น อ่อนเพลีย หรืออาจไม่มีอาการหากเกิดจากการออกแรงหรือความเครียดชั่วคราว
ควรเฝ้าระวัง หากเกิดชั่วคราว มีสาเหตุชัดเจน เช่น ออกกำลังกายหรือเครียด และอาการหายเมื่อพัก
ควรพบแพทย์ หากหัวใจเต้นเร็วขณะพักซ้ำ ๆ ไม่ทราบสาเหตุ มีไข้ ซีด น้ำหนักลด ใจสั่นบ่อย หรือมีโรคหัวใจเดิม
ควรรีบพบแพทย์ หากหัวใจเต้นเร็วร่วมกับเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หน้ามืด เป็นลม ความดันต่ำ หรือชีพจรเร็วมากผิดปกติ
2. หัวใจเต้นช้า Sinus Bradycardia
คือภาวะหัวใจเต้นช้า โดยทั่วไปมักหมายถึงอัตราการเต้นหัวใจน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที โดยจังหวะยังมาจากจุดกำเนิดไฟฟ้าปกติของหัวใจ
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มปกติในบางคน เช่น นักกีฬา ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือขณะนอนหลับ
- กลุ่มยา เช่น ยาลดความดันหรือยาหัวใจบางชนิด เช่น beta-blocker, calcium channel blocker บางชนิด, digoxin หรือยาบางกลุ่มที่กดการเต้นหัวใจ
- กลุ่มระบบนำไฟฟ้าหัวใจเสื่อม เช่น sick sinus syndrome หรือ conduction disease โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
- กลุ่มโรคหรือเกลือแร่ผิดปกติ เช่น ไทรอยด์ต่ำ โพแทสเซียมสูง อุณหภูมิกายต่ำ หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดบางตำแหน่ง
อาการส่วนใหญ่ เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ใจสั่นเป็นพัก ๆ ออกแรงได้น้อย สับสน หรือเป็นลม หากหัวใจเต้นช้ามากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอได้
ควรเฝ้าระวัง หากหัวใจเต้นช้าแต่ไม่มีอาการ และพบในผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ควรพบแพทย์ หากชีพจรช้าร่วมกับเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย หน้ามืด ใช้ยาที่กดหัวใจ หรือมีโรคหัวใจเดิม
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน หากหัวใจเต้นช้าร่วมกับเป็นลม เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย ซึม สับสน ความดันต่ำ หรืออาการแย่ลงเร็ว
3. หัวใจเต้นผิดจังหวะ Arrhythmia
คือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป เต้นไม่สม่ำเสมอ หรือมีจังหวะแทรก เช่น premature beat ภาวะนี้บางชนิดไม่รุนแรง แต่บางชนิดเพิ่มความเสี่ยงหมดสติ หัวใจล้มเหลว หรือโรคหลอดเลือดสมองได้
EKG เป็นการตรวจที่ใช้บ่อยที่สุดในการวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพราะสามารถบันทึกกิจกรรมไฟฟ้าของหัวใจและแสดงจังหวะที่ผิดปกติได้
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจล้มเหลว หรือหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย
- กลุ่มเกลือแร่และฮอร์โมน เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียมผิดปกติ หรือไทรอยด์เป็นพิษ
- กลุ่มยาและสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ นิโคติน ยาบางชนิด หรือสารเสพติด
- กลุ่มความเครียดและการนอน เช่น พักผ่อนไม่พอ เครียด นอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ
- กลุ่มโรคทางกายอื่น ๆ เช่น โลหิตจาง ไข้ ติดเชื้อ ภาวะขาดน้ำ หรือโรคปอด
อาการส่วนใหญ่ เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นสะดุด หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม บางรายไม่มีอาการและพบจาก EKG
ควรเฝ้าระวัง หากเป็นจังหวะแทรกเล็กน้อย ไม่มีอาการ และแพทย์ประเมินว่าไม่อันตราย
ควรพบแพทย์ หากใจสั่นเป็นซ้ำ ใจสั่นนานขึ้น มีชีพจรไม่สม่ำเสมอ เหนื่อยง่าย หรือมีโรคหัวใจเดิม
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน หากใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย เป็นลม หน้ามืดมาก อ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือชีพจรเร็ว/ช้ามากผิดปกติ
4. Atrial Fibrillation หรือ AF
คือภาวะหัวใจห้องบนเต้นพลิ้วและไม่สม่ำเสมอ ทำให้ชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบบ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และมีความสำคัญเพราะเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันและโรคหลอดเลือดสมอง
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มอายุและโรคหัวใจ เช่น อายุสูง ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจโต
- กลุ่มโรคเมตาบอลิกและฮอร์โมน เช่น เบาหวาน ไทรอยด์เป็นพิษ อ้วน หรือหยุดหายใจขณะหลับ
- กลุ่มการดื่มแอลกอฮอล์และสารกระตุ้น เช่น ดื่มแอลกอฮอล์มาก คาเฟอีนมาก หรือใช้สารกระตุ้น
- กลุ่มหลังเจ็บป่วยหรือผ่าตัด เช่น ติดเชื้อรุนแรง หลังผ่าตัด หรือภาวะร่างกายเครียดมาก
อาการส่วนใหญ่ เช่น ใจสั่น ชีพจรไม่สม่ำเสมอ เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือบางรายไม่มีอาการ
ควรพบแพทย์ หาก EKG รายงาน atrial fibrillation หรือ AF แม้ไม่มีอาการ เพราะต้องประเมินอัตราการเต้นหัวใจ สาเหตุ และความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
ควรรีบพบแพทย์ หาก AF ร่วมกับเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หน้ามืด เป็นลม ชีพจรเร็วมาก หรือมีอาการทางสมอง เช่น ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง
5. จังหวะเต้นแทรก Premature Beat / PAC / PVC
คือจังหวะหัวใจเต้นแทรกก่อนจังหวะปกติ อาจมาจากหัวใจห้องบน เรียกว่า PAC หรือจากหัวใจห้องล่าง เรียกว่า PVC พบได้ในคนทั่วไปและหลายครั้งไม่อันตราย แต่หากเป็นมาก มีอาการ หรือมีโรคหัวใจร่วม ควรประเมินเพิ่มเติม
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มสิ่งกระตุ้น เช่น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ นิโคติน นอนน้อย เครียด หรือออกกำลังกายหนัก
- กลุ่มเกลือแร่หรือฮอร์โมน เช่น โพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมผิดปกติ ไทรอยด์ผิดปกติ
- กลุ่มโรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
- กลุ่มยา เช่น ยาขยายหลอดลม ยาลดน้ำมูกบางชนิด หรือยากระตุ้นบางชนิด
อาการส่วนใหญ่ เช่น หัวใจสะดุด วูบในอก ใจสั่นเป็นพัก ๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรง 1–2 ครั้ง หรือไม่มีอาการ
ควรเฝ้าระวัง หากพบจังหวะแทรกเล็กน้อย ไม่มีอาการ และไม่มีโรคหัวใจ
ควรพบแพทย์ หากใจสั่นบ่อยขึ้น เป็นนาน มีเวียนศีรษะ เหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือพบ PVC จำนวนมาก
ควรรีบพบแพทย์ หากใจสั่นร่วมกับเป็นลม เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หรือมีโรคหัวใจเดิม
6. การนำไฟฟ้าหัวใจช้าหรือถูกบล็อก AV Block / Bundle Branch Block
ภาวะไฟฟ้าหัวใจถูกบล็อกหมายถึงสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจนำผ่านช้าหรือผ่านไม่ได้บางส่วน อาจเป็นที่ AV node หรือที่แขนงไฟฟ้าหัวใจ เช่น right bundle branch block หรือ left bundle branch block
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มเสื่อมตามอายุ ระบบนำไฟฟ้าหัวใจเสื่อม
- กลุ่มโรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจโต หรือกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
- กลุ่มยา เช่น beta-blocker, calcium channel blocker บางชนิด, digoxin หรือยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- กลุ่มเกลือแร่และโรคอื่น เช่น โพแทสเซียมสูง ไทรอยด์ต่ำ หรือการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น ชีพจรช้า หรือเป็นลม บางรายไม่มีอาการและพบจาก EKG
ควรเฝ้าระวัง หากเป็น first-degree AV block หรือ right bundle branch block บางกรณีที่ไม่มีอาการและแพทย์ประเมินว่าไม่อันตราย
ควรพบแพทย์ หากมี AV block, bundle branch block ใหม่, มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อย หรือมีโรคหัวใจเดิม
ควรรีบพบแพทย์ หากมีเป็นลม เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย ชีพจรช้ามาก หรือรายงานว่า high-grade AV block / complete heart block
7. คลื่นไฟฟ้าบ่งชี้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย Ischemic Change / ST-T Change / Q Wave
EKG อาจพบความผิดปกติที่บ่งชี้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในขณะนั้น หรือเคยมีร่องรอยกล้ามเนื้อหัวใจตายในอดีต เช่น ST elevation, ST depression, T wave inversion หรือ pathological Q wave
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน เช่น คราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจแตกและเกิดลิ่มเลือด
- กลุ่มหัวใจทำงานหนักหรือขาดออกซิเจน เช่น ความดันสูงมาก โลหิตจางรุนแรง หัวใจเต้นเร็วมาก หรือภาวะช็อก
- กลุ่มโรคกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
- กลุ่มผลรบกวนจากเกลือแร่ ยา หรือการวาง lead บางครั้งทำให้คลื่นดูผิดปกติได้
อาการส่วนใหญ่ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ร้าวไปแขนซ้าย คอ กราม หลัง หรือไหล่ เหงื่อแตก คลื่นไส้ อาเจียน หายใจเหนื่อย ใจสั่น หน้ามืด หรืออ่อนเพลียผิดปกติ โดยผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้หญิงบางรายอาจมีอาการไม่ชัด เช่น เหนื่อย จุกแน่นลิ้นปี่ หรืออ่อนเพลียมาก
ควรพบแพทย์ หาก EKG ระบุ ischemic change, ST-T abnormality, old myocardial infarction หรือ Q wave โดยเฉพาะมีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉินทันที หากมี ST elevation, สงสัย acute myocardial infarction, หรือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก/หอบเหนื่อยร่วมกับ EKG ผิดปกติ เพราะอาจเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
American Heart Association ระบุว่า EKG เป็นการตรวจสำคัญที่ใช้ช่วยวินิจฉัยและติดตามหลายภาวะหัวใจ รวมถึง arrhythmia, cardiomyopathy, congenital heart defects และโรคหลอดเลือดหัวใจ/หัวใจวาย
8. QT interval ผิดปกติ Long QT / Short QT
คือช่วงเวลาการกระตุ้นและการฟื้นตัวของไฟฟ้าหัวใจห้องล่าง หาก QT ยาวหรือสั้นผิดปกติ อาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด โดยเฉพาะ long QT ที่อาจสัมพันธ์กับหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงในบางราย
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มยา เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาต้านซึมเศร้าหรือยาจิตเวชบางชนิด ยาแก้คลื่นไส้บางชนิด หรือยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- กลุ่มเกลือแร่ผิดปกติ เช่น โพแทสเซียมต่ำ แมกนีเซียมต่ำ หรือแคลเซียมต่ำ
- กลุ่มหัวใจและพันธุกรรม เช่น congenital long QT syndrome หรือโรคหัวใจบางชนิด
- กลุ่มร่างกายเจ็บป่วยรุนแรง เช่น ภาวะขาดออกซิเจนหรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน
อาการส่วนใหญ่ เช่น ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม ชักคล้ายลมชัก หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในรายรุนแรง บางรายไม่มีอาการและพบจาก EKG
ควรพบแพทย์ หากรายงาน QT prolongation หรือ QTc ยาว โดยเฉพาะกำลังใช้ยาหลายชนิดหรือมีเกลือแร่ผิดปกติ
ควรรีบพบแพทย์ หากมี QT ผิดปกติร่วมกับเป็นลม ใจสั่นรุนแรง ชัก หรือมีประวัติครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ
9. สัญญาณหัวใจโตหรือกล้ามเนื้อหัวใจหนา Chamber Enlargement / Ventricular Hypertrophy
EKG อาจมีลักษณะที่บ่งชี้หัวใจห้องใดห้องหนึ่งโตหรือกล้ามเนื้อหัวใจหนา เช่น left ventricular hypertrophy หรือ right ventricular hypertrophy แต่ EKG เป็นเพียงการคัดกรอง ไม่สามารถวัดขนาดและการทำงานของหัวใจได้ละเอียดเท่า Echocardiogram
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายทำงานหนักและหนาขึ้น
- กลุ่มโรคลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว
- กลุ่มโรคปอดหรือความดันในปอดสูง อาจทำให้หัวใจด้านขวาโต
- กลุ่มกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ เช่น cardiomyopathy
- กลุ่มนักกีฬา บางรายอาจมีการปรับตัวของหัวใจจากการฝึกหนัก แต่ต้องแยกจากโรคหัวใจ
อาการส่วนใหญ่ เช่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม นอนราบแล้วเหนื่อย หรือขาบวม แต่บางรายไม่มีอาการ
ควรพบแพทย์ หาก EKG ระบุ ventricular hypertrophy, chamber enlargement หรือมีอาการร่วม โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจเดิม
อาจต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น Echocardiogram เพื่อดูขนาดห้องหัวใจ ความหนากล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และการบีบตัวของหัวใจ
10. ผลจากเกลือแร่หรือยา Electrolyte / Drug Effect
EKG อาจเปลี่ยนแปลงจากเกลือแร่ผิดปกติหรือยาบางชนิด เช่น โพแทสเซียมสูง โพแทสเซียมต่ำ แคลเซียมผิดปกติ แมกนีเซียมผิดปกติ หรือผลจากยาที่มีผลต่อไฟฟ้าหัวใจ
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย เช่น
- กลุ่มโรคไต ทำให้โพแทสเซียมสูงหรือเกลือแร่ผิดปกติ
- กลุ่มอาเจียน ท้องเสีย หรือใช้ยาขับปัสสาวะ ทำให้โพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมต่ำ
- กลุ่มยา เช่น digoxin, ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ, ยาจิตเวชบางชนิด, ยาปฏิชีวนะบางชนิด หรือยาหลายชนิดร่วมกัน
- กลุ่มภาวะเจ็บป่วยรุนแรง เช่น ขาดน้ำรุนแรง ติดเชื้อรุนแรง หรือภาวะกรด-ด่างผิดปกติ
อาการส่วนใหญ่ เช่น อ่อนแรง ใจสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชา คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ควรพบแพทย์ หาก EKG ระบุ electrolyte abnormality, hyperkalemia change, digoxin effect หรือ QT prolongation
ควรรีบพบแพทย์ หากมีเกลือแร่ผิดปกติร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก ใจสั่น เจ็บหน้าอก เป็นลม ชีพจรผิดปกติ หรือมีโรคไต
อาการเตือนที่ควรพบแพทย์ แม้ EKG จะปกติ
ควรพบแพทย์หากมีเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่นซ้ำ ๆ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ หน้ามืด วูบ เป็นลม ขาบวม นอนราบแล้วเหนื่อย หรือออกแรงได้น้อยลง
ควรรีบพบแพทย์ฉุกเฉินหากมีเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง เจ็บร้าวไปแขน คอ กราม หรือหลัง เหงื่อแตก คลื่นไส้อาเจียน หอบเหนื่อยเฉียบพลัน เป็นลม ชีพจรเร็วหรือช้ามาก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หรือมีอาการสงสัยโรคหลอดเลือดสมอง
คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อ EKG ผิดปกติ
หาก EKG ผิดปกติ ควรให้แพทย์แปลผลร่วมกับอาการ ประวัติโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ยาที่ใช้ และผลตรวจอื่น ๆ ไม่ควรสรุปโรคจากคำในรายงานเพียงอย่างเดียว
หากมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ แต่ EKG ปกติ แพทย์อาจพิจารณาตรวจติดตามหัวใจแบบต่อเนื่อง เช่น Holter monitor หรือ event monitor เพราะ EKG มาตรฐานอาจบันทึกไม่ทันช่วงที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ ได้แก่ งดสูบบุหรี่ ควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ ลดแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรืออาหารเสริมที่อาจมีผลต่อหัวใจโดยไม่ปรึกษาแพทย์